ต้องใช้เงินด่วน แต่ไม่อยากยืมใคร โรงรับจำนำรับอะไรบ้างนะ 

เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉิน หรือมีเหตุด่วนที่ต้องใช้เงินแบลกระทันหัน แต่เงินที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอ จะไปกู้สถาบันการเงินก็มีขั้นตอนยุ่งยากและอาจใช้เวลานาน หรือจะหยิบเงินคนรอบข้างก็เกรงใจและอาจบาดหมางใจในอนาคตได้ แต่ยังมีทรัพย์สินติดตัว หรือข้าวของในบ้านที่น่าจะพอแปรสภาพเป็นเงินได้ โรงรับจำนำจึงเป็นตัวเลือกที่หลายคนมักจะนึกถึง และอาจเป็นคำตอบที่ดีในขณะนั้น เพราะสามารถนำของที่มีไปแลกเงินมาใช้ก่อน แล้วค่อยไปไถ่ถอนคืนกลับมาได้ในภายหลัง สำหรับคนที่ใช้บริการเป็นประจำ คงรู้ข้อมูลดีอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้บริการเลย เป็นว่าที่ลูกค้าหน้าใหม่ที่เพิ่งจะใช้บริการ ก็อาจไม่แน่ใจว่าสิ่งของที่เรามีอยู่นั้น สามารถนำไปจำนำได้ไหม เพราะไม่รู้ว่าโรงรับจำนำรับจำนำอะไรบ้าง หรือโรงรับจำนำเปิดวันเสาร์ไหม เพราะไม่ยุ่งยากในการลางาน การส่งดอกและไถ่ถอนคืนทำยังไง และโรงรับจำนำรัฐบาล ดอกเบี้ยให้พอ ๆ กับเอกชนไหม  ไปดูคำตอบกันเลย 

ภาพจาก https://www.thairath.co.th/

การนำสิ่งของไปจำนำกับโรงรับจำนำทั่วไป 

โดยทั่วไปแล้ว โรงรับจำนำทุกแห่งจะรับจำนำทรัพย์สินที่ไม่ที่สามารเคลื่อนย้ายได้ทุกชนิด แต่จะต้องไม่มีการตีทะเบียนใด ๆ ทั้งสิ้น และคนที่ไปใช้บริการโรงรับจำนำจะต้องไม่ใช่ภิกษุ และ สามเณร อีกทั้งผู้จำนำจะต้องมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป 

โรงรับจำนำรับอะไรบ้าง 

ทรัพย์สินหรือสิ่งของที่โรงรับจำนำทั่วไปรับจำนำ มี 6 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 

1. ทองคำ ทั้งทองคำแท่ง และทองรูปพรรณ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่โรงรับจำนำทุกแห่งให้การยอมรับ อีกทั้งยังให้ราคาสูงกว่าสิ่งของทุกประเภทที่รับจำนำ แถมดอกเบี้ยก็ถูกกว่าการไปจำนำที่ร้านทองทั่วไป (เป็นอีกข้อดีของการเก็บทองเลยล่ะ) 

2. อัญมณีทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเพชร พลอย นิล ทับทิม มรกต เงิน หรือนาก ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่เป็นเครื่องประดับ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ต่างหู หรือจี้ และเข็มกลัด 

3. สินค้าแบรนด์เนมทุกประเภท ทั้งกระเป๋า รองเท้า แว่นตา นาฬิกา โดยเฉพาะโรงรับจำนำเอกชนที่มีผู้เชี่ยวชาญการตีราคาสินค้า

4. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น โทรศัพท์มือถือ โน้ตบุค แท็บเล็ต อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า วิทยุหรือ กระติกน้ำร้อน เป็นต้น 

5. เครื่องมือช่าง เช่น เลื่อยไฟฟ้า สว่านไฟฟ้า เครื่องตัดเหล็ก เครื่องปั่นไฟ ปั๊มลม รวมถึง กระเป๋าอุปกรณ์ช่าง ซึ่งสิ่งเหล่าถือว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญในการใช้ประกอบในอาชีพ หากผู้จำนำไม่มาไถ่ถอน โรงรับจำนำก็สามารถนำไปขายต่อในราคาสินค้าหลุดจำนำได้

6. ของใช้เบ็ดเตล็ดทั่วไป เช่น งานศิลปะ เครื่องดนตรี พระเครื่อง เป็นต้น 

โรงรับจำนำรัฐบาลรับจำนำอะไรบ้าง

ทีนี้มาดูโรงรับจำนำรัฐบาล ที่รู้จักกันในชื่อ “สถานธนานุเคราะห์โรงรับจำนำของรัฐ” รับจำนำสิ่งของประเภทไหนบ้างกันดีกว่า 

สถานธนานุเคราะห์โรงรับจำนำของรัฐ หรือ สธค. รับจำนำสินทรัพย์คล้าย ๆ กับโรงรับจำนำทั่วไป เพียงแต่เงื่อนไขในการรับจำนำสิ่งของที่แตกต่างกันไป รวมไปถึงรายละเอียดของการจ่ายดอก ระยะเวลาไถ่ถอน และอัตราดอกเบี้ย อาทิ เช่น

1. ทองคำและอัญมณี ทอง นาก เงิน ที่เป็นรูปพรรณ ตั๋วฉบับละไม่เกิน 100,000 บาท 

2. อุปกรณ์อาชีพ หรืออุปกรณ์ในครัวเรือน เช่น หม้อก๋วยเตี๋ยว ครกหิน ที่มีสภาพสมบูรณ์ ยิ่งเก่า ยิ่งได้ราคาดี 

3. จักรยาน แต่ต้องมีสภาพสมบูรณ์ หรืออยู่ในสภาพดี 

4. เครื่องมือ ของใช้เบ็ดเตล็ด เช่น โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือช่าง ของแบรนด์เนม แว่นตา กระเป๋า นาฬิกา เครื่องเกม PS4  ตั๋วฉบับละไม่เกิน 50,000 บาท 

5. ตั๋วรับจำนำแต่ละฉบับมีอายุไม่เกิน 4 เดือน 30 วัน โดยที่ผู้จำนำสามารถส่งดอกขอผ่อนครบกำหนดได้ และสามารถเพิ่มเงินต้นได้หากสิ่งที่จำนำมีมูลค่าสูงกว่าที่ประเมินราคาไว้ แต่ต้องไม่เกินวงเงินที่กำหนด 

กรณีที่จำนำของหลายชิ้น สามารถจำนำได้โดยที่เมื่อรวมทุกรายการแล้ว ต้องไม่เกินวงเงิน 500,000 บาท / 1 ราย / วัน 

สธค.ไม่รับจำนำอะไรบ้าง 

เพื่อไม่ให้ผู้ที่ต้องการนำของไปจำนำ แต่ต้องผิดหวังและเดินทางไปเก้อ เรามีตัวอย่างสิ่งของที่สถานธนานุเคราะห์โรงรับจำนำของรัฐ ไม่รับจำนำมีอะไรบ้าง 

1. หม้อหุงข้าว ที่มีสภาพเก่าเกิน 50% และไม่มีสายไฟ (ไม่รับ) 

2. รถจักรยานยนต์ที่มีทะเบียนป รถยนต์ ปืน บ้าน ที่ดิน (ไม่รับ) 

3. เครื่องเล่นเกมพกพาทุกประเภท (ไม่รับ) 

4. สุราและเครื่องดื่มมึนเมาทุกประเภท ทุกแบรนด์ (ไม่รับ) 

5. อื่น ๆ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของโรงรับจำนำ 

ดังนั้น ก่อนนำสิ่งของไปจำนำที่ใดก็ตาม ควรสอบถามว่ารับจำนำอะไร และไม่รับจำนำอะไรบ้าง จะได้ไม่เสียเวลาการเดินทาง

ขั้นตอนการจำนำต้องทำยังไงบ้าง 

เมื่อรู้ว่าโรงรับจำนำรับจำนำอะไรหรือไม่รับจำนำอะไรบ้าง ต่อไปคือการเข้าไปใช้บริการ โดยจะเตรียมสิ่งของที่ต้องการไปจำนำ และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการจำนำ ได้แก่ บัตรประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่ออกโดยราชการ แล้วทำขั้นตอนต่อไป ดังนี้ 

  1. ยื่นบัตรประชาชน หรือบัตรประจำตัวที่ออกโดยราชการ 
  2. รอให้โรงรับจำนำประเมินราคา 
  3. ตกลงราคา 
  4. สแกนลายนิ้วมือ 
  5. รับเงินพร้อมตั๋วจำนำ 

ขั้นตอนการส่งดอก 

เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปส่งดอกตามกำหนด ให้เตรียมบัตรประชาชนและตั๋วจำนำที่ได้มาตอนแรกไปด้วย แล้วทำตามขั้นตอน ดังนี้ 

  1. แจ้งเจ้าหน้าที่ว่า “ส่งดอก” พร้อมกับยื่นบัตรประชานและตั๋วจำนำ
  2. ชำระดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในตั๋ว (คนอื่นสามารถมาส่งดอกแทนได้ โดยไม่ต้องมอบฉันทะ และตั๋วฉบับต่อไปก็ยังคงเป็นชื่อเดิมของผู้จำนำตัวจริง) 
  3. รับตั๋วจำนำฉบับใหม่ โดยมีระยะเวลาไปอีก 4 เดือน 30 วัน 

คนอื่นไปส่งดอกแทนได้ไหม 

การไปส่งดอก สามารถให้คนอื่นไปทำเรื่องแทนได้ โดยจะต้องมีการมอบฉันทะ ซึ่งวิธีมอบฉันทะไปส่งดอก มีดังนี้ 

  1. เจ้าของตั๋วพิมพ์ลายนิ้วมือ มอบฉันทะด้านหลัง 
  2. กรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน (ให้ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้) 
  3. เตรียมสำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของตั๋วและผู้รับมอบฉันทะ
  4. ไปโรงรับจำนำเพื่อส่งดอก พร้อมยื่นเอกสารที่เตรียมไว้ทั้งหมด 

การไถ่ถอนของจำนำคืนทำอย่างไร 

เมื่อครบกำหนด หรือต้องการไถ่ถอนของที่จำนำไว้ก่อนกำหนด ให้เตรียมตั๋วจำนำฉบับล่าสุด และบัตรประชาชน โดยจะมีขั้นตอนการไถ่ถอนของจำนำคืน ดังนี้

  1. แจ้งเจ้าหน้าที่ว่า “ไถ่ถอน” พร้อมยื่นบัตรประชาชนและตั๋วจำนำฉบับล่าสุด
  2. สแกนลายนิ้วมือ 
  3. ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย 
  4. รับสินทรัพย์คืน 

ตั๋วจำนำหาย ทำอย่างไรได้บ้าง 

กรณีที่ทำตั๋วจำนำหาย ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ 

  1. ให้เจ้าของตั๋วแจ้งที่โรงรับจำนำที่ได้ทำการจำนำไว้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ออก”ใบแทน” ให้ 
  2. นำใบแทนที่ได้จากโรงรับจำนำไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ 
  3. นำใบแทนจากโรงรับจำนำ และใบบันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจ กลับไปยื่นให้กับโรงรับจำนำเพื่อส่งดอกต่อ หรือไถ่ถอนของจำนำคืน 

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องการใช้เงินด่วน หรือมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินกระทันหัน “โรงรับจำนำ” นับว่าเป็นตัวช่วยที่ดีกว่าการไปกู้เงินนอกระบบอีกนะ

วิธีเก็บของให้ขนย้ายง่ายๆ พร้อมแนะนำ เลือกเช่าห้องเก็บของย้ายบ้านอย่างไรให้ประหยัดและคุ้มค่า

วิธีเก็บของให้ขนย้ายง่ายๆ พร้อมแนะนำ เลือกเช่าห้องเก็บของย้ายบ้านอย่างไรให้ประหยัดและคุ้มค่า ช่วยให้การย้ายบ้านไม่เป็นเรื่องยุ่งยากอีกต่อไป

สำหรับใครที่จำเป็นต้องย้ายบ้าน ย้ายหอ ย้ายคอนโด หรือแม้แต่เปลี่ยนที่ทำงานจึงต้องย้ายที่อยู่อาศัยไปด้วย เมื่อถึงเวลาที่ต้องย้ายออก ย่อมต้องมีข้าวของทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นเต็มไปหมด งานปวดหัวจึงบังเกิด เพราะไม่รู้จะเลือกเก็บชิ้นไหนไว้ ทิ้งชิ้นไหนดี จะเก็บไว้ทั้งหมดก็รกและขนไม่หมด จะตัดใจทิ้งก็ทำไม่ลง อันนั้นก็เต็มไปด้วยความทรงจำ อันนี้ก็มีค่าต่อจิตใจ วันนี้ justelounge มีวิธีเก็บของย้ายบ้านอย่างไรให้กลายเป็นเรื่องง่ายและประหยัดเวลา ช่วยให้การย้ายบ้านไม่เป็นเรื่องยุ่งยากอีกต่อไป

Continue reading “วิธีเก็บของให้ขนย้ายง่ายๆ พร้อมแนะนำ เลือกเช่าห้องเก็บของย้ายบ้านอย่างไรให้ประหยัดและคุ้มค่า”

บริการห้องเก็บของให้เช่าปลอดภัยแค่ไหน? หากจะใช้บริการห้องเช่าเก็บของต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?

บริการเช่าห้องเก็บของถือว่าเป็นธุรกิจที่กำลังมาแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ด้วยความที่เป็นธุรกิจที่เหมาะสำหรับคนยุคใหม่ที่เริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองกันมากขึ้น พร้อมทั้งพื้นที่ที่อยู่อาศัยก็ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป ทำให้ธุรกิจประเภทห้องเช่าเก็บของหรือ Self-storage service เกิดการขายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจากสถิติพบว่า ผู้ใช้ห้องเช่าเก็บของประเภทบุคคลกินสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาขึ้น เมื่อเทียบกับผู้ใช้ประเภทธุรกิจถึง 60:40 (ผู้ใช้ประเภทบุคคล:ผู้ใช้ประเภทธุรกิจ) เลยทีเดียว

Continue readingบริการห้องเก็บของให้เช่าปลอดภัยแค่ไหน? หากจะใช้บริการห้องเช่าเก็บของต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?

สวิตช์ปุ่มกด (Push button switch) ทํางานอย่างไร ลักษณะของปุ่มกดเป็น สวิตช์ ดิจิทัล หรืออนาล็อก? 

บทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสวิตช์ปุ่มกด ซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานทางด้านไฟฟ้า ซึ่งในการทำงานควบคู่ไปกับมอเตอร์และเครื่องจักรต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจและเป็นข้อมูลในการเลือกใช้ให้ถูกต้องกับลักษณะงาน หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเลือกอ่านหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม ที่เราได้แนบมาให้ด้วยในบทความนี้ได้เช่นกันค่ะ ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับสวิตช์ปุ่มกดกันเลยดีกว่าค่ะ 

สวิตซ์ปุ่มกดคืออะไรและทำหน้าที่อะไร

ปุ่มกด หรือ Push Button คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทำหน้าที่ตัดและต่อวงจรทางไฟฟ้า ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้งานร่วมกับการควบคุมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า หรือติดตั้งภายในตู้ควบคุมวงจรไฟฟ้าโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีทั้ง Push button switch แบบมีไฟและแบบทึบแสง โดย Push button switch หลักการทำงานเป็นแบบระบบสัมผัส ซึ่งจะต้องใช้นิ้วมือกดที่ปุ่ม เพื่อให้ระบบทำงาน หรือหยุดทำงาน 

Push button switch มีกี่แบบ

ประเภทของ Push button switch หรือ ปุ่มกดไฟฟ้า มี 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ 

  1. Push button switch กดติด ปล่อยดับ เป็นแบบมีสปริงรีเทิร์น มีฟังก์ชั่นทำงานไม่ยุ่งยาก มักจะใช้กับตู้ MDB ตู้ DB และ ตู้ Control เครื่องจักร ฯลฯ ทำให้สวิทช์กดติดปล่อยดับคือระบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด 
  1. Push button switch กดติด กดดับ เป็นแบบ Push on / Push off นิยมใช้ในฟังก์ชั่นการทำงานที่ไม่ซับซ้อน  เช่น สายพานลำเลียง หรือ start / stop เป็นต้น 

หลักการทำงาน Push button switch 2 ประเภทนี้จะมีความแตกต่างกันดังนี้  

  1. ปุ่มกดติด ปล่อยดับ : เมื่อมีการกด push button switch หน้าสัมผัสจะเปลี่ยนสถานะจาก NO เป็น  NC หรือ จาก NC เป็น NO และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มกด หน้าสัมผัสจะกลับสู่ตำแหน่งเดิมในโหมดปกติด้วยแรงดันจากสปริงทันที 
  1. ปุ่มกดติด กดดับ : การตรวจเช็คหน้าสัมผัสของ Push button switch  จะเปลี่ยนสถานะจาก NO เป็น  NC หรือ จาก NC เป็น NO และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มกด หน้าสัมผัสจะถูกล็อกไว้ด้วยระบบกลไกของสวิตซ์ และจะกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม หรือโหมดปกติด้วยการคลายล็อกในระบบโดยการกด Push button switch อีกครั้ง 

ลักษณะของปุ่มกดเป็นสวิตช์หรือไม่?

ด้วยลักษณะการทำงานของปุ่มกด ซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานทางไฟฟ้าที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่ม Push button switch ส่วนกลางสวิตช์ หรือเรียกว่า สวิตช์ปุ่มกด ให้ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเพื่อควบคุมการทำงานของมอเตอร์หรือเครื่องจักรต่าง ๆ 

โครงสร้างของสวิตซ์ปุ่มกด 

สวิตซ์ปุ่มกดมีโครงสร้างที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน ได้แก่ 

  1. ปุ่มกดทำด้วยโลหะหรือพลาสติก โดยจะมีหลายสีให้เลือกใช้งาน 
  2. ฐานยึดระหว่างปุ่มกดและตัวล็อคหน้าสัมผัส มีเกลียวที่ฐานสำหรับในการยึดอุปกรณ์กับชิ้นงาน 
  3. หน้าสัมผัส NO และ NC 
  4. หลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะ 

สวิตซ์ปุ่มกดที่ใช้ในการเริ่มทำงาน (start) เรียกว่า สวิตซ์ปกติเปิด หรือ NO  (Normally Open) 

สวิตช์ปุ่มกดให้หยุดทำงาน (stop) เรียกว่า สวิตช์ปกติปิด หรือ NC (Normally Close) 

ปุ่มกดที่นิยมใช้มีหลายชนิดด้วยกัน เช่น 

  1. สวิตช์ปุ่มกดแบบธรรมดา โดยมี Start คือเริ่มทำงาน และ Stop เพื่อหยุดทำงาน 
  2. สวิตช์ปุ่มกด Start (สีเขียว) ให้มอเตอร์ทำงาน และ ปุ่มกด Stop (สีแดง) หยุดการทำงานของมอเตอร์ อยู่ในกล่องเดียวกัน โดยปุ่มกดแบบนี้เหมาะต่อการใช้งานกับมอเตอร์ขนาดเล็ก 
  3. สวิตช์ปุ่มกดที่มีหลอดสัญญาณ (illuminated push button) คือ สวิตช์ที่เมื่อกดปุ่มแล้วจะทำให้สัญญาณที่ติดอยู่ภายในสว่าง 
  4. สวิตช์ปุ่มกดฉุกเฉิน (Emergency push button switch) หรือ สวิตช์ดอกเห็ด เป็นสวิตช์ปุ่มกดขนาดใหญ่กว่าสวิตช์ปุ่มกดธรรมดาทั่วไป ปุ่มนี้ใช้สำหรับการหยุดทำงานของระบบทันที เหมาะกับการใช้ในงานที่อาจเกิดเหตุฉุกเฉินได้
  5. สวิตช์ปุ่มกดแบบใช้เท้าเหยียบ (Foot push button switch) คือสวิตช์ปุ่มกดที่ทำงานด้วยการใช้เท้าเหยียบ เช่น เครื่องฉีดเทียน เครื่องตัดเหล็ก เป็นต้น 

ปุ่มกดเป็นแบบดิจิตอลหรืออนาล็อก?

ระบบแอนะล็อก (analogue) คือ ค่าที่มีความต่อเนื่อง การแทนปริมาณหรือแสดงจำนวนโดยการวัดในลักษณะต่อเนื่อง ส่วน ดิจิทัล (digital) คือ อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ทำงานด้วยสัญญาณที่มีลักษณะเป็น digit (เลขโดด) โดยเฉพาะที่เป็นเลขญานสองคือ เลจ 0 กับ 1 ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เช่น นาฬิกาแบบ analogue คือมีเข็มสั้น – เข็มยาวในการบอกเวลา ส่วนนาฬิกาแบบ digital คือ บอกเวลาด้วยตัวเลข หรือปุ่มกดติดปล่อยดับ (digital push button) 

สวิตซ์ที่ใช้ในงานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิดด้วยกัน เช่น  

  • สวิตซ์เลื่อน คือ สวิตซ์ที่ใช้สำหรับ เปิด-ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ด้วยการเลื่อนสวิตซ์ ขึ้น-ลง โดยการเลื่อนสวิตซ์ขึ้นบนเพื่อต่อวงจร (ON) และเลื่อนสวิตซ์ลงล่างเพื่อตัดวงจร (OFF) สำหรับควบคุมการตัดต่อสวิตซ์ ซึ่งเรามักจะเห็นปุ่มกดแบบนี้ตามเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น ไฟฉาย นาฬิกาปลุก เป็นต้น 
  • สวิตซ์กระดก คือ สวิตซ์ที่ใช้งานด้วยการกดด้านหนึ่ง และอีกด้านจะกระดกขึ้น เมื่อเรากดปุ่มด้านที่มีคำว่า ON ลง ไฟจะทำงาน ส่วนด้านที่มีคำว่า OFF จะกระดกขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นปุ่มสวิตซ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น ปลั๊กราง หลอดไฟ กาต้มน้ำ  หม้อหุงข้าว เป็นต้น  
  • สวิตซ์แบบก้านยาว คือ สวิตซ์ที่มีก้านสวิตซ์ยื่นยาวออกจากตัวสวิตซ์ สำหรับโยกเพื่อใช้ควบคุมการตัดและต่อสวิตซ์ โดยการโยกก้านสวิตซ์ขึ้นบน เพื่อทำการต่อ ON หรือโยกลงล่างเพื่อตัด OFF 
  • สวิตซ์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือ สวิตซ์แบบเลือกค่า (Selector Switch) ซึ่งเป็นสวิตซ์ที่ต้องหมุนก้านสวิตซ์โดยรอบให้เป็นวงกลม มีหน้าสัมผัสสวิตซ์ให้เลือกต่อระบบหลายตำแหน่ง เช่น 2, 3 , 4 ตำแหน่ง เป็นต้น 
  • สวิตซ์กด คือ อุปกรณ์ที่มีการ เปิด – ปิด ด้วยการกดเพื่อใช้งานด้วยระบบปุ่มเดียว โดยการกดปุ่มสวิตซ์หนึ่งครั้งเพื่อต่อ ON  และกดปุ่มอีกครั้งเพื่อตัด OFF หรือสวิตซ์กดอีกแบบที่เป็นชนิดกดเพื่อต่อระบบ ON และปล่อยมือออกจากปุ่มเพื่อทำการตัดทันที (OFF) เช่น ปุ่มปิด-เปิดโทรทัศน์ รีโมทเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น 

หากท่านใดสนใจข้อมูลอื่น ๆ สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ SQD Group Co., Ltd. ศูนย์รวมอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบครบวงจร หรือจะเลือกซื้อสวิตช์ปุ่มกด ก็มีจำหน่าย Push button switch และไฟสัญญาณมาตรฐานระดับโลก และถ้าท่านใดที่เลือกไม่ถูกจะใช้แบบไหนดี ที่นี่เขามีทีมงาน Technical Engineer และวิศวกรเชี่ยวชาญโดยเฉพาะคอยให้บริการคำปรึกษาเช่นกันค่ะ 

ทริคการขาย : โทรหาลูกค้าอย่างไรให้ปิดการขายได้

ทริคการขาย ในบทความนี้ได้รวบรวมทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับกลยุทธ์การโทรหาลูกค้า เพื่อขายทางโทรศัพท์ มาให้ได้ลองนำไปปรับใช้กันค่ะ

การจะขายให้ได้ผล ต้องมีทักษะการพูดให้ลูกค้าประทับใจ และทักษะการขายที่ดีควบคู่กันไป เพราะก่อนจะโทรไปขายสินค้าหรือบริการ เราต้องมีความเป็นอัตลักษณ์ในการเสนอเพื่อดึงดูดให้อีกฝ่ายเกิดความสนใจ มีนักขายและเทเลเซลล์มือใหม่อีกหลายคนที่ไม่กล้าโทรหาลูกค้า เพราะไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาโทรหาลูกค้าอย่างไรดี หรือไม่รู้ว่าจะโทรหาลูกค้ากี่โมงถึงจะสามารถคุยได้สะดวก ไม่เป็นการรบกวนเวลางานลูกค้าจนโดนปฏชฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เริ่มประโยคเปิดการขาย ในบทความนี้ได้รวบรวมทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับกลยุทธ์การขายทางโทรศัพท์ มาให้ได้ลองนำไปปรับใช้กันค่ะ 

1. หาข้อมูลลูกค้าก่อนโทรเสนอขาย 

หาข้อมูลลูกค้าก่อนโทรเสนอขาย 

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ยังคงนำมาใช้ได้ในทุกการงาน เทคนิคการขายโทรศัพท์ก็เช่นกัน การหาข้อมูลของอีกฝ่ายเพื่อให้รู้ว่าฝ่ายนั้นมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่แล้วใกล้เคียงกับที่เราจะนำเสนอขายหรือไม่ หรือฝ่ายนั้นกำลังมีปัญหาเรื่องไหนที่สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของเราจะเข้าไปช่วยตอบโจทย์ได้ และถ้ายิ่งค้นคว้าข้อมูลให้ละเอียดไปจนถึงระดับผู้บริหาร หรือผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจได้ จะยิ่งเพิ่มความสะดวกในการขายมากขึ้น เพื่อจะได้หาโอกาสติดต่อบุคคลเหล่านั้นโดยตรง และช่วยย่นระยะเวลาในการตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลารอให้ประสานงานกันเป็นทอด ๆ กว่าจะได้คำตอบ หรืออาจสะดุดอยู่กลางทาง จนทำให้ภารกิจการขายของเราจบอย่างกระทันหัน 

2. อย่ารีบด่วนเปิดการขายตั้งแต่ประโยคแรก 

อย่ารีบด่วนเปิดการขายตั้งแต่ประโยคแรก

สิ่งแรกที่นักขายทางโทรศัพท์มักทำพลาด คือ เมื่อโทรไปแล้วรีบเสนอทำการขายทันที เพราะนอกจากอาจจะไม่ได้คุยต่อเพราะฝ่ายนั้นอาจกำลังยุ่ง ยังเป็นเรื่องเสียมารยาทอีกด้วย ซึ่งหลายคนเลยทีเดียวที่ไม่ได้ใส่ใจถึงมารยาทการโทรศัพท์หาผู้อื่นในข้อนี้ เพราะเราไม่รู้ว่าระหว่างที่เราโทรเข้าไปเสนอขายนั้น อีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ สะดวกที่จะรับฟังการขายของเราหรือไม่ ดังนั้นเมื่อโทรไปและอีกฝ่ายรับสาย ควรสอบถามถึงความสะดวกในการพูดคุยในตอนนั้นไหม พร้อมจะรับฟังเราหรือเปล่า หากยังไม่สะดวก ให้เราขอทำการนัดวันเวลาในการติดต่อมาใหม่ โดยอย่าให้กระชั้นชิดหรือนานเกินไป อาจเว้นช่วงไปอีกหน่อย ประมาณ 5-7 วัน แล้วค่อยทำการติดต่อไปใหม่ ซึ่งลูกค้าจะเห็นว่าเรามีมารยาท และใส่ใจ ไม่ยัดเยียดการขายจนทำให้เขารู้สึกอึดอัด จนอาจทำให้อีกฝ่ายกลายมาเป็นลูกค้าในที่สุด  

3. การขายที่ดี คือ “การฟัง” ไม่ใช่แค่การพูด 

การขายที่ดี คือ “การฟัง” ไม่ใช่แค่การพูด

การหาลูกค้าใหม่ของเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์ที่เป็น Extrovert มักจะเข้าใจว่าการเป็นเซลล์ขั้นเทพคือต้องมีทักษะการพูดชนิดน้ำไหลไฟดับ พูดโน้มน้าว และชักมหาสมุทรทั่วโลกได้เก่งสุดยอด ซึ่งนั่นอาจเป็นวิธีการขายแบบเก่า ๆ และสร้างความอึดอัดใจให้กับลูกค้ามานักต่อนัก หากสังเกตยอดนักขายเก่ง ๆ สมัยนี้ หลายคนเลยที่เป็นเซลล์ Introvert ปิดยอดขายได้ด้วยการฟัง โดยปล่อยให้ลูกค้าเป็นฝ่ายพูดมากว่า ทำให้ได้ข้อมูลนัย ๆ จากการบอกเล่าของลูกค้าเอง และยังอาจทำให้เราได้รับความชื่นชอบจากลูกค้า 

เพราะใคร ๆ ก็ชอบที่จะมีคนอื่นฟังในสิ่งที่ตนพูด การที่เรา “ฟังลูกค้า” คือ อีกปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าประทับใจ เพราะเชื่อว่าเรากำลังให้ความสนใจ ใส่ใจที่จะรับฟังถึงความต้องการ และพร้อมจะช่วยแก้ปัญหาที่ลูกค้ากำลังประสบอยู่ ซึ่งการตั้งใจฟังลูกค้า จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าอย่างชัดเจน และสามารถตอบสนองหรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างตรงจุด อาจทำให้เรากลายเป็นที่ปรึกษาของลูกค้าโดยปริยาย ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ และเมื่อเรายื่นข้อเสนอใด ๆ ก็มีโอกาสได้รับการตอบรับได้มากขึ้น และหันมาพึ่งสินค้าหรือบริการจากเรา

4. การใช้น้ำเสียง 

การใช้น้ำเสียง

จากหนังสือ “อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น”  ของ ยาซุดะ ทาดาชิ ได้กล่าวไว้ว่า ระดับน้ำเสียงที่เหมาะสม จะช่วยดึงดูดความน่าสนใจ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมีโน๊ตเสียงทุ้มต่ำอยู่ที่ตัว “โด” และ “มี” ทำให้ได้ยินแล้วรู้สึกกดดัน หม่นหมอง แต่คีย์โน๊ตน้ำเสียงที่จะทำให้รู้สึกถึงความเป็นมิตร และช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลายในการสนทนา คือ โน๊ตน้ำเสียงตัว “ฟา” และ “ซอล” โดยไม่จำเป็นต้องพูดด้วยน้ำเสียงในระดับนั้นตลอดเวลา แค่ประคองระดับน้ำเสียงให้ได้ประมาณนี้ได้อย่างเหมาะสมก็เพียงพอแล้ว 

อีกสิ่งสำคัญคือ ความเป็นธรรมชาติตลอดระยะเวลาที่สนทนา ไม่ควรอ่านหรือท่องสคริปต์ แต่กรณีเซลล์มือใหม่อาจอ่านหัวข้อคร่าว ๆ และทำความเข้าใจ ท่องจำ ลองพูดให้คล่องปากก่อนจะโทรหาลูกค้า ซึ่งอาจมีติดขัดบ้างในช่วงแรก ฉะนั้นจึงควรทำการฝึกฝนสม่ำเสมอ จนเมื่อเริ่มพูดคุยได้อย่างเป็นธรรมชาติ ก็ไม่ควรพึ่งสคริปต์ท่องจำอีกต่อไป และควรศึกษาข้อมูลสินค้า / บริการของตนเองให้ละเอียดและเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก่อนจะโทรเสนอขายทุกครั้ง รวมถึงเตรียมคำตอบที่มักจะเจอลูกค้าถามบ่อย ๆ เพื่อให้ตอบได้อย่างรวดเร็วฉะฉาน ชัดเจน เข้าใจง่าย ช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจในความเป็นมืออาชีพของเรามากขึ้น 

5. สรุปข้อมูล 17 วินาที

สรุปข้อมูล 17 วินาที

ไม่ใช่ 17 นาที เพลงวัยรุ่นยอดฮิต แต่ผลจากการวิจัยทางจิตวิทยาพบว่า สมองของมนุษย์สามารถรับรู้ข้อมูลครั้งละไม่เกิน 40 – 50 นาที และหัวข้อที่คนเราจะสามารถจดจำได้เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 3 – 5 เรื่อง แต่ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลด้วย เพราะบางคนอาจจดจำได้มากกว่า 7 เรื่อง แต่การจดจำได้จากการฟัง คือ การจำเพียง 1 เรื่อง หรือ ไม่เกิน 2 เรื่อง โดยการกล่าวใจความหลัก ๆ ของบทสนทนา ตั้งแต่หัวเรื่อง ภายในเวลา 10 วินาที และไม่ควรเกิน 17 วินาที เพราะถ้าหากเกินกว่านี้ ลูกค้าจะรู้สึกว่าข้อมูลเยอะเกินไปจนจำไม่ได้ หรืออาจไม่อยากสนใจที่จะจำอีก ดังนั้นเซลล์จึงควรฝึกพูดเข้าประเด็น และสรุปหัวข้อที่จะพูดบ่อย ๆ ให้อยู่ภายใน 17 วินาทีให้คล่อง และให้ดีควรจดโน๊ตสิ่งที่จะพูดออกเป็น Bullet Point เอาไว้ด้วย

อย่าลืมว่า ทักษะการนำเสนอขายที่ดี ไม่จำเป็นต้องพูดเก่งเสมอไป การฟัง ก็เป็นทักษะการขายที่ยอดเยี่ยมได้เช่นกัน หวังว่าทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ จะเป็นประโยชน์ในการนำไปปรับใช้เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า ทำให้ปิดดีลได้เร็วขึ้นนะคะ