กินปลาแทนเนื้อแดงดีจริงหรือ? นักโภชนาการมีคำตอบ

บทความนี้จะพาคุณมาวิเคราะห์เชิงโภชนาการแบบเจาะลึก พร้อมคำแนะนำที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน พร้อมแล้ว ไปดูพร้อมๆ กันเลย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพในระยะยาว อาจมีคำถามว่า ควรลดการบริโภคเนื้อแดง แล้วหันมากินปลาแทนหรือไม่? แม้ว่าเนื้อแดงจะเป็นแหล่งโปรตีนยอดนิยมของใครหลายคน แต่อีกด้านหนึ่ง ปลาก็ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องการดูแลหัวใจ สมอง และควบคุมน้ำหนัก บทความนี้จะพาคุณมาวิเคราะห์เชิงโภชนาการแบบเจาะลึก พร้อมคำแนะนำที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

Continue reading “กินปลาแทนเนื้อแดงดีจริงหรือ? นักโภชนาการมีคำตอบ”

9 ประโยชน์ของกระเทียมที่คุณอาจคาดไม่ถึง

กระเทียม ภาษาอังกฤษ เขียนว่า Garlic เป็นพืชประเภทสมุนไพรชนิดหนึ่ง ซึ่งคนไทยนิยมนำมาใช้ปรุงอาหาร เพราะกระเทียมช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติอาหารได้ดี  อักทั้งกระเทียมมีประโยชน์หลายด้าน ทั้งในด้านสมุนไพร แถมกระเทียมมีสรรพคุณทางยา ช่วยป้องกันโรค ดีต่อสุขภาพ เนื่องจากกระเทียมมีสารอัลลิซิน (Allicin) มีกลิ่นฉุน แต่มีฤทธิ์ทางยา หากกินกระเทียมสดวันละ 1 หัว หรือประมาณ 6 – 12 กลีบ หรือจะนำไปปรุงอาหาร ให้คุณประโยชน์และดีต่อสุขภาพเช่นกัน

ประโยชน์ของกระเทียมมีอะไรบ้าง 

1. กระเทียมรักษาโรคหวัด 

กระเทียมมีแอนตี้ออกซิเดนท์ ซึ่งเป็นสารต้านทานอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เมื่อมีอาการหวัด เพียงนำกระเทียมไปฝานแล้วแช่น้ำร้อน จากนั้นกรองเอาแต่น้ำ ดื่มเป็นชากระเทียมอุ่น ๆ ช่วยให้หายหวัดเร็วขึ้น 

2. กระเทียมลดระดับไขมันในเลือด 

กินกระเทียมเป็นประจำ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และ ลดระดับไขมันในเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจในอนาคตได้ 

3. กระเทียมแก้โรคผิวหนังอักเสบ โรคสะเก็ดเงิน ส่าไข้ 

หากผิวหนังมีอาการอักเสบ แพ้ มีผื่นแดง หรือมีอาการคัน โดยเฉพาะอาการคันหรือผื่นแดงจากโรคสะเก็ดเงิน ใช้กระเทียมหรือน้ำมันกระเทียมทาบริเวณผิวหนัง ช่วยลดอาการอักเสบ ลดผื่นแดง ช่วยให้สะเก็ดแผลหลุดออกไป และรักษาอาการคันผิวหนังได้ เนื่องจากกระเทียมมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ หรือโรคส่าไข้ เกิดจากไวรัสกลุ่ม HHV 6 (Human Herpesvirus Type 6) ซึ่งมีอาการคล้ายโรคหัด อีสุกอีใส มีตุ่มแดง และแผลอักเสบตามผิวหนัง การรักษาด้วยกระเทียม โดยบดกระเทียมแล้วประคบลงบนแผลโดยตรง ช่วยลดอาการบวมและแผลอักเสบ ยิ่งควบคู่ไปกับการทานอาหารเสริมสารสกัดกระเทียม เช่น กระเทียมอัดเม็ด หรือน้ำมันกระเทียม จะยิ่งช่วยบรรเทาให้แผลหายเร็วขึ้น

4. กระเทียมช่วยแก้ปัญหาผมร่วง

กระเทียมมีสรรพคุณ ช่วยลดปัญหาผมขาดหลุดร่วงได้ วิธีใช้กระเทียมแก้ผมร่วง คือ ฝานกระเทียมบาง ๆ ผสมกับน้ำมันออยล์ จากนั้นนำไปนวดให้ทั่วศีรษะ ทำเป็นประจำ สารอัลลิซินและสารซัลเฟอร์ในกระเทียมจะช่วยบำรุงหนังศีรษะให้แข็งแรง ลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้

5. กระเทียมช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ 

สารอาหารในกระเทียม ช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น จึงส่งผลในการช่วยลดอาการปวดตามข้อในร่างกาย บรรเทาอาการเคล็ดขัดยอก และลดอาการเจ็บจากข้อเท้าพลิก 

6. กระเทียมช่วยรักษาสิว 

เนื่องจากกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ดี จึงมีการนำกระเทียมมาใช้ในการรักษาสิว ด้วยการฝานกระเทียมสด แล้วแปะลงบริเวณที่มีสิวไว้สักครู่ เพื่อให้สารในกระเทียมออกฤทธิ์กำจัดแบคทีเรีย ก่อนจะล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด แล้วซับหน้าเบา ๆ ให้แห้ง

7. กระเทียมช่วยกำจัดกลิ่นเท้า 

สำหรับใครที่กำลังประสบปัญหาเท้ามีกลิ่นเหม็น สามารถใช้กระเทียมช่วยลดกลิ่นเท้าได้ ด้วยการบดกระเทียม แล้วเทน้ำอุ่นพอประมาณใส่ในกะละมังหรือถังแช่เท้า จากนั้นนำกระเทียมบดใส่ลงในน้ำอุ่น แล้วแช่เท้าลงไป เพื่อให้สารในกระเทียมช่วยกำจัดกลิ่นเท้า แช่เท้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วซับเท้าให้แห้ง นอกจากนี้ วิธีนี้ยังเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเชื้อราที่เท้า เท้าอับชื้น หรือน้ำกัดเท้า อีกด้วย 

8. กระเทียมช่วยป้องกันแมลงกัดต่อย 

ยุงและแมลงหลายชนิด มักไม่ชอบกลิ่นกระเทียม ภูมิปัญญาไทยแต่โบราณจึงมักนำกระเทียมมาใช้เป็นยากันยุงและแมลงจากธรรมชาติ โดยจะนำกระเทียมไปหั่นหรือบดแล้วผสมกับขี้ผึ้ง ใช้ทาแขน – ขา บริเวณตามตัวที่พ้นจากเสื้อผ้าปิดบัง โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางในป่า 

9. กระเทียมช่วยถอนเสี้ยนหนามได้ 

คนโบราณเมื่อเสี้ยนหนามหรือเสี้ยนไม้ตำมือ ตำเท้า จะใช้วิถีธรรมชาติแก้ ด้วยการฝานกระเทียมเป็นแผ่นบาง ๆ วางลงบนเสี้ยน แล้วใช้ผ้าพันแผลกดทับลงไป หลังจากนั้นไม่นาน เสี้ยนก็จะหลุดออกเอง 

เลิกกินอาหารต่อไปนี้ ถ้าไม่อยากผมขาดร่วงจนศีรษะล้าน

ปัญหาผมขาดร่วง ผมบาง ผมน้อย ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย เพราะไม่เพียงแต่ทำให้เสียบุคลิกภาพ ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ไม่กล้าออกไปพบผู้คน เพราะรู้สึกอาย จนอาจกลายเป็นคนเก็บตัว ไม่อยากเข้าสังคม จนอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ แต่รู้ไหมว่า อีกหนึ่งสาเหตุผมร่วง เกิดจากอาหารที่เรากินในแต่ละวันด้วยนะ ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาสุขภาพผมพัง จนอาจกลายเป็นคนผมบาง หรือศีรษะล้านจนรักษาไม่ได้ ต้องเลิกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ 

1. อาหารฟาสต์ฟู้ด

อาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย มักจะอุดมไปด้วยไขมันทรานซ์ ไขมันไม่ดี ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด หากมีการสะสมในร่างกายจำนวนมาก จะทำให้เลือดไปไม่สามารถไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงหนังศีรษะ เส้นผมก็จะไม่ได้สารอาหาร และได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้เส้นผมอ่อนแอ เปราะบางและขาดหลุดร่วงในที่สุด

2. อาหารรสเค็ม อาหารหมักดอง 

อาหารที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบมากเกินไป อย่างอาหารหมักดอง เพราะกรรมวิธีการดอง จะต้องใช้เกลือจำนวนมากเพื่อเก็บรักษาอาหาร ปริมาณเกลือที่มากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะภายใน ระบบขับถ่ายขอเสีย ทำให้ไตทำงานหนัก เสียสุขภาพ และยังทำให้ร่างกายขาดน้ำ จนอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ กระทบต่อระบบเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย อีกทั้งยังทำให้สุขภาพเส้นผมอ่อนแอเพราะขาดความชุ่มชื้น 

3. อาหารทอด

อาหารจานทอดทั้งหลาย ล้วนแต่ผ่านความร้อนสูง จนสูญเสียคุณค่าทางอาหาร และยังเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำมัน ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเส้นผม ทำให้ผมมันเยิ้ม เส้นผมเหนียว ไม่สะอาด 

4. อาหารรสจัด 

อาหารที่มีรสจัดจ้าน แม้ว่าจะอร่อยถูกใจแค่ไหน แต่การกินรสจัดเกินไป ไม่ว่าจะเป็นรสเค็มจัด รสหวานจัด รสเผ็ดจัด จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย และสุขภาพผมด้วยเช่นกัน 

5. สารให้ความหวานแทนน้ำตาล 

อ้าวไหนว่าน้ำตาลไม่ดี เลี่ยงจากน้ำตาล มาเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือเลือกเครื่องดื่มไขมัน 0% แล้วไม่ดีอีกเหรอ … การเลือกดื่มน้ำที่ใช้สารให้ความหวาน หรือน้ำอัดลมชนิดไดเอต ไม่ได้แปลว่าดีต่อสุขภาพอย่างเสมอไป และยิ่งดื่มมากเกินไป ก็จะทำให้ผมร่วงมาก จนอาจทำให้ศีรษะล้านในอนาคตได้ 

Condiment glasses lined up on the table

6. อาหารที่ใช้เครื่องปรุงรส

การใช้เครื่องปรุงรสต่าง ๆ เพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้กับอาหาร ทำให้อาหารหรือขนมต่าง ๆ น่ากิน และทานอร่อยมากขึ้น แต่สารปรุงรส โดยเฉพาะอาหารที่มีสารเคมีเป็นส่วนผสมจำนวนมาก จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในอนาคต และก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพเส้นผมได้ในระยะยาวอีกด้วย 

7. อาหารที่ขาดวิตามินและแร่ธาตุ 

อาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่มีวิตามินและแร่ธาตุ นอกจากจะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพในด้านอื่น ๆ ยังมีผลกระทบต่อความแข็งแรงของเส้นผมด้วย เนื่องจากวิตามินและแร่ธาตุสำคัญต่อโครงสร้างของเส้นผม ช่วยให้ผมได้รับสารอาหาร ไม่เปราะบาง บรรเทาผมเสีย ลดการขาด หลุดร่วงของเส้นผม 

8. อาหารที่มีโปรตีนน้อย 

โปรตีนเป็นส่วนประกอบสำคัญของโครงสร้างเส้นผม โปรตีนช่วยกระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม เสริมสร้างเส้นผมให้ผมแข็งแรง ให้ผมมีสุขภาพดี เติบโตได้เต็มที่ หากร่างกายขาดโปรตีน หรือได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ จะทำให้เส้นผมอ่อนแอ เส้นผมเปราะ ขาดและร่วงได้ง่าย จนอาจทำให้ผมบาง หรือศีรษะล้านในที่สุด 

Food waste ขยะเศษอาหาร ปัญหาระดับโลกที่ควรได้รับการแก้ไขจากพวกเราทุกคน

จากหัวข้อถกเถียงร้อนแรงในสภา ที่มีประเด็นมาจากภาพเหตุการณ์สมาชิกผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวโยงกับอาหาร จนทำให้มีคำว่า Food waste ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาระดับโลกที่เราทุกคนควรให้ความตระหนักและร่วมมือกันอย่างเร่งด่วนจริง ๆ เพราะเราทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า ปัจจุบันโลกของเราแปรปรวนอย่างหนัก สภาพภูมิอากาศแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ล้วนมาจากผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่ได้รับจากน้ำมือมนุษย์นั่นเอง วันนี้ Justelounge จะมาชวนทำความรู้จัก Food waste คืออะไร และประชาชนคนตัวเล็ก ๆ อย่างเราจะช่วยลดขยะเศษอาหารได้อย่างไรบ้าง 

ขยะเศษอาหารคืออะไร 

ขยะอาหาร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Food waste คือ เศษอาหารที่เหลือจากการบริโภค หรือเหลือทิ้งจากส่วนปลายห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) ทั้งจากผู้ผลิต จัดจำหน่าย และผู้บริโภค

ขยะอาหารมีอะไรบ้าง 

ขยะอาหารมีทั้งในรูปแบบอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร ที่ไม่ควรนำมาบริโภคต่อ เพราะอาจเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยต่อสุขภาพได้ 

  • อาหารส่วนเกิน คือ อาหารที่มีมากจนเกินความต้องการ อาจซื้อมาตุนไว้มาเกินไป หรือซื้อซ้ำจนทานไม่ทัน ทานไม่หมด แล้วอาหารหมดอายุ หรือร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ที่ซื้อสต็อกของไว้มากเกินไป แล้วจำหน่ายไม่หมด ไม่ว่าจะเป็นอาหารสด หรืออาหารแห้ง รวมไปถึงอาหารบุฟเฟต์ที่ยังทานได้แต่เหลือ และอาหารที่ถูกคัดทิ้งเพราะช้ำจากการบรรจุไม่ดี หรือสินค้าเน่าเสียจากการขนส่งที่ล่าช้า
  • ขยะอาหาร คือ เศษอาหารที่เหลือจากการบริโภค ถูกคัดหรือตัดทิ้งก่อนปรุง เศษผัก เปลือกผลไม้ อาหารสำหรับตกแต่งจาน และอาหารเน่าเสียเพราะการจัดเก็บไม่ดี 

ปัญหาขยะอาหารเกิดจากอะไร 

การจัดการของผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า โรงงาน หรือองค์กรต่าง ๆ  พฤติกรรมการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย ขาดการวางแผนจัดการอาหารที่เหมาะสม การซื้ออาหารมากเกินความจำเป็น รวมไปถึงความสับสนต่อวันหมดอายุบนฉลากสินค้า ทำให้ทิ้งอาหารที่ยังทานได้ เช่น การสับสนสัญลักษณระหว่าง Best before , Best by (BB) ที่หมายถึง คุณภาพหรือคุณค่าทางโภชนาการอาหารจะลดลงหลังวันผ่านที่ระบุแจ้งบนฉลาก แต่ยังสามารถทานได้โดยไม่เป็นอันตราย กับ Expiry date คือ อาหารหมดอายุหลังจากวันที่ระบุไว้ ห้ามบริโภคเด็ดขาด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ซึ่งมักมีหลายคนทิ้งอาหารที่ยังไม่หมดอายุเพราะความเข้าใจผิด

ขยะอาหารส่งผลกระทบกับอะไรบ้าง 

การทิ้งขยะเศษอาหารที่มีจำนวนมหาศาลในปัจจุบัน คือ การทำลายและทิ้งขว้างทรัพยากรและพลังงานจากธรรมชาติ เพราะทุกกระบวนการผลิตสินค้าอาหารล้วนแต่มีต้นทุนมากมาย เช่น 

  • สูญเสียพื้นที่ป่าไม้และทรัพยากรสัตว์ป่า จากการถางพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกพืชในอุตสาหกรรม และการทำการเกษตร ฟาร์มสัตว์ ซึ่งพื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกนำไปใช้ผลิตอาหารโดยสูญเปล่าในแต่ละปี มีมากถึงร้อยละ 28 ทั่วโลก  
  • สูญเสียทรัพยากรน้ำ เพราะการเกษตรจำเป็นต้องใชน้ำในปริมาณมหาศาลในการเจริญเติบโตของพืชผักทุกชนิด เช่น ผักกาด 1 หัว ที่ต้องใช้น้ำเฉลี่ยมากกว่า 100 ลิตร ดังนั้น หากทิ้งผักกาดที่รูปร่างไม่สวยงาม เป็นการทิ้งน้ำไปโดยสูญเปล่ากว่า 100 ลิตร ซึ่งยังไม่รวมไปถึงปุ๋ยบำรุงและแรงงาน 
  • การปนเปื้อนของดิน แหล่งน้ำ และอากาศ จากการใช้สารเคมีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สารกำจัดศัตรูพืช 
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งในส่วนของการผลิต การแปรรูปอาหาร การเก็บรักษา บรรจุภัณฑ์ ตลอดไปจนถึงการขนส่ง ตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้บริโภคที่เป็นปลายทาง ล้วนแต่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 
  • ขยะอาหารที่ถูกทิ้งทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคคมนาคม หรือ ภาคการบินถึง 4 เท่า! 

ขยะอาหารกำจัดยังไงได้บ้าง

แยกขยะอินทรีย์ใส่ถุงต่างหาก ส่งต่อเทศบาล

เนื่องจากขยะอินทรีย์ คือ ขยะที่บูดเน่าเร็ว ย่อยสลายได้ง่าย และใช้เวลาย่อยสลายเร็วกว่าขยะประเภทอื่น ๆ ซึ่งกว่า 64% ของปริมาณขยะทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็นขยะอินทรีย์ เช่น เศษผัก เศษเนื้อสัตว์ เศษอาหารต่าง ๆ เปลือกผลไม้ เศษใบไม้ เป็นต้น 

การแยกขยะ ช่วยให้มีขยะรีไซเคิลเพิ่มขึ้น แต่ลดปริมาณขยะลง ลดการสิ้นเปลืองพลังงาน และลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพราะขยะไม่ถูกปนเปื้อนจากเศษอาหาร ทำให้ง่ายต่อการนำขยะไปกำจัดได้อย่างเหมาะสม เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่อีกด้วย 

เปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นอาหาร 

  • นำไปปลูกใหม่ : เศษผักบางชนิดสามารถนำส่วนที่เหลือ หรือส่วนที่เราไม่ใช้ไปปลูกใหม่ได้ เช่น โหระพา สะระแหน่ ตะไคร้ แมงลัก กระเทียม ขิง และอีกหลายชนิด โดยอาจใช้ในส่วนของต้น ใบ หรือกิ่ง นำไปเพาะชำ ปักลงดิน หรือแช่น้ำเพื่อให้รากงอกใหม่ก่อนนำไปลงดิน ให้งอกใหม่ วิธีนี้จะทำให้เรามีผักที่สะอาด สดใหม่ และปลอดสารพิษไว้บริโภค แถมยังช่วยประหยัดไปในตัว 
  • นำไปเลี้ยงสัตว์ :  ขยะเศษอาหารบางอย่างที่เรานำมาบริโภคต่อไม่ได้ แต่อาจนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ ซึ่งเศษอาหารเหลือจากการบริโภคของเราแต่ยังทานได้ เช่น ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว น้ำซุป เศษเนื้อสัตว์ เศษผัก ผลไม้ และควรเลือกให้เหมาะสมกับประเภทของสัตว์แต่ละชนิด เช่น เศษผักและผลไม้นำไปเลี้ยงไก่และเป็ด เศษเนื้อสัตว์ไม่ติดกระดูกนำไปให้สุนัข หรือเศษอาหารชิ้นเล็ก ๆ นำไปเลี้ยงปลา เป็นต้น 
  • นำไปใช้ประโยชน์ต่อ : เศษอาหารบางชนิดสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นต่อได้ เช่น กากกาแฟ นำไปใช้ทำความสะอาดวัสดุหรือพื้นผิว หรือนำไปใช้ดูดซับกลิ่นเหม็นอับในบริเวณต่าง ๆ หรือจะนำไปใช้สครับผิวก็ได้ผลดีเช่นกัน เปลือกไข่ใช้ผสมดินปลูกต้นไม้ หรือแยกน้ำมันที่ใช้แล้วจากการปรุงอาหารเทรวมกัน แล้วส่งต่อไปยังจุดที่ผลิตไบโอดีเซล เป็นต้น 
  • นำเศษอาหารไปทำปุ๋ย : แยกขยะอาหารที่มีความชื้นสูงออก เช่น น้ำแกง น้ำซุป น้ำผักผลไม้ เพื่อลดกลิ่นเหม็นเน่า จากนั้นหั่นเศษอาหารให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้การย่อยสลายเร็วขึ้น แล้วนำไปผสมกับเศษใบไม้ กิ่งไม้ ปุ๋ยคอกแห้ง กากกาแฟ (ให้ดูดความชื้น) และน้ำตาลหรือกากน้ำตาล เนื่องจากน้ำตาลเป็นอาหารของจุลินทรีย์ จะช่วยเร่งการย่อยสลายได้เร็วขึ้น คลุกให้เข้ากันจนแห้ง แล้วหมักทิ้งไว้ในภาชนะที่มีฝาปิด ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน จะได้ปุ๋ยบำรุงดินดินสำหรับปลูกต้นไม้ หรือถ้าต้องการน้ำหมักชีวภาพให้ใช้เศษผักหรือเปลือกผลไม้ผสมกับการน้ำตาลและน้ำ หมักทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป จะได้น้ำหมักชีวภาพไว้ใช้รดน้ำบำรุงต้นไม้ 

ใช้เครื่องย่อยเศษอาหารเปลี่ยนให้เป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้

เครื่องย่อยเศษอาหาร คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะช่วยทำการเปลี่ยนขยะเศษอาหารให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์อย่างรวดเร็ว จากการทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารแบบดั้งเดิม ที่ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรืออาจนานเป็นเดือน ๆ แต่เครื่องย่อยขยะอาหารนี้กลับใช้เวลาไม่เกิน 2 วัน! ช่วยกำจัดขยะอาหารให้ให้หมดไป แต่ได้ปุ๋ยออแกนิกจากขยะเศษอาหารฟรี ๆ ง่าย สะดวก รวดเร็ว แค่แยกน้ำออกไปทิ้งต่างหาก เทเฉพาะกากอาหารลงไปในเครื่อง กดปุ่มให้ทำงาน ก็เป็นอันเสร็จสรรพ ไม่มีกลิ่นเหม็นคอยรบกวนใจ หมดปัญหาเรื่องแมลงตอมถังขยะ ช่วยให้มีสุขอนามัยภายในบ้านที่ดี และยังช่วยลดการใช้ถุงขยะใส่เศษอาหาร ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลง ที่สำคัญ เครื่องย่อยขยะเศษอาหารได้ถูกออกแบบให้มีขนาดกระทัดรัด เพื่อให้สะดวกต่อการติดตั้งได้ทุกรูปแบบการอาศัย แม้จะเป็นห้องเช่า หรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัดก็ตาม เพียงเท่านี้ก็ได้ปุ๋ยคุณภาพดีบำรุงต้นไม้และพืชผัก แถมยังช่วยลดปริมาณขยะ ช่วยรักษ์โลกได้ง่าย ๆ จากที่บ้านคุณเอง 

ไซยาไนด์อันตรายถึงชีวิต ต้องช่วยเหลือด่วน!

บทความนี้เราจะมารู้จักอาการเมื่อได้รับสารพิษไซยาไนด์ (Cyanide) เพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้ทันท่วงที อาจเป็นคนรอบข้างหรือแม้แต่ตัวเราเอง 

ไซยาไนด์อันตรายอย่างไร 

ไซยาไนด์ คือ สารพิษที่ประกอบไปด้วยก๊าซไฮโดรเจน ไซยาไนด์ , โซเดียม ไซยาไนด์ และ โพแทสเซียม ไซยาไนด์ ซึ่งเกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติในพืชบางชนิด เช่น มันสำปะหลัง หน่อไม้ ถั่วต่าง ๆ และจากการเผาไหม้ เช่น ท่อไอเสียรถ เป็นต้น สามารถการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้ทั้งในอากาศ น้ำ ดิน และ อาหาร ซึ่งการรับสารพิษตัวนี้เข้าสู่ร่างกายมีทั้งการสูดดม ซึมผ่านทางผิวหนัง ทางเยื่อบุ เช่น ดวงตา และ การกิน 

เมื่อสาร Cyanide เข้าสู่ร่างกาย ฤทธิ์ของไซยาไนด์จะไปยับยั้งการทำงานของเซลล์ในร่างกาย และยังไปจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงแทนที่ออกซิเจน ส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจน ระบบกลไกทุกส่วนจึงหยุดการทำงานแบบฉับพลัน คนที่ได้รับไซยาไนด์จึงมีลักษณะเหมือนคนขาดอากาศหายใจตาย 

นอกจากนี้ ไซยาไนด์ยังไปกระตุ้นสาร nmda ในสมอง (สารสื่อประสาทในสมอง) ยับยั้งการสร้างกาบา และสารอื่น ๆ ในสมอง ทำให้เกิดภาพหลอน มึนงง ปวดศีรษะ หรือมีอาการบ้านหมุนฉับพลัน อาจชัก หมดสติ และเสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายใน 10 นาที ดังนั้น การช่วยเหลือภายในช่วง 10 นาทีนี้จึงสำคัญต่อการรักษาผู้ป่วยเป็นอย่างมาก  

อาการของผู้รับสารไซยาไนด์ 

ปวดศีรษะ หน้าแดง ร่างกายอ่อนแรง รู้สึกสับสน แน่นหน้าอก หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ลมหายใจมีกลิ่นคล้ายอัลมอนด์ ใจสั่น หมดสติ หรือถ้ามีการสัมผัสสารไซยาไนด์ผ่านทางผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นมีรอยแดงหรือเป็นสีชมพูเข้ม 

ปัจจัยที่ทำให้เราได้รับสารไซยาไนด์ 

การได้รับสารพิษไซยาไนด์อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้ 

  • การสูดดมหรือหายใจเอาควันที่มีการเผาไหม้วัตถุต่าง ๆ เช่น พลาสติก ยาง ผ้าบางประเภท 
  • ทำงานในกระบวนการที่มีการใช้ไซยาไนด์เป็นส่วนประกอบ เช่น ผลิตสารเคมี โรงงานอุตสาหกรรมชุบโลหะ เครื่องเงิน โรงงานพลาสติก การวิจัยสารเคมี การทำเหมืองแร่ ยาฆ่าแมลง ย่อมเสี่ยงต่อการหายใจ สูดดม หรือสัมผัส สารพิษไซยาไนด์เข้าสู่ร่างกาย 
  • ได้รับจากอุปกรณ์เครื่องใช้ประจำวันที่เมื่อเผลอกลืนกินเข้าไป จะเปลี่ยนให้กลายเป็นไซยาไนด์ เช่น น้ำยาล้างเล็บ น้ำยาทำความสะอาด เป็นต้น 
  • ควันบุหรี่ เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้คนได้รับสารไซยาไนด์ เนื่องจากในบุหรี่จะมี cyanide ค่อนข้างมาก และพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่จะมีไซยาไนด์ในกระแสเลือดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบ 2.5 เท่า 
  • พืชบางชนิด เช่น เมล็ดและเปลือกในแอพริคอต พลัม พีช แพร์ แอปเปิล หากกินพืชเหล่านี้จำนวนมากเป็นเวลานาน ๆ จึงจะมีการสะสมและก่อให้เกิดอันตราย แต่สำหรับ หน่อไม้ มันสำปะหลัง ควรทานเมื่อสุกแล้ว 

เนื่องจากไซยาไนด์สามารถฆ่าคนตายได้ภายในเวลารวดเร็ว โดยเฉพาะหากกินไซยาไนด์เข้าไปในขณะที่ท้องว่าง พิษของไซยาไนด์ออกฤทธิ์และมีผลต่อร่างกายในเพียงไม่กี่นาที แต่ถ้ามีอาการอยู่เต็มกระเพาะจะช่วยหน่วงเวลาได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าเผลอสูดเอาไฮโดรเจนไซยาไนด์จำนวนมากเข้าไป จะเสียชีวิตภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น จึงควรให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเพื่อยื้อชีวิตคนป่วยให้ได้มากที่สุด 

การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับสารไซยาไนด์ 

  • กรณีสัมผัสไซยาไนด์ ให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาด
  • กรณีกินไซยาไนด์เข้าไป อย่าทำให้อาเจียน 
  • กรณีสูดดมก๊าซ หรือมีก๊าซรั่วไหล รีบนำตัวผู้ป่วยออกจากสถานที่มีก๊าซให้เร็วที่สุด 
  • กรณีผู้ป่วยหมดสติ ห้ามผายปอดเด็ดขาด   
  • รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ข้อนี้สำคัญมาก 

ทุกกรณี ผู้ที่ให้การช่วยเหลือ อย่าผายปอด หรือทำการใด ๆ ที่จะทำให้สูดลมหายใจผู้ป่วยเข้าสู่ร่างกายตนเองเด็ดขาด และควรสวมถุงมือเพื่อป้องกันไม่ให้สัมผัสโดนไซยาไนด์จากตัวผู้ป่วยโดยตรง 

สังเกตอย่างไร แบบไหนคือ “อาการตาแดงโควิด” 

การกลับมาระบาดของโรคโควิด-19 หลังสงกรานต์ 2566 ซึ่งเป็นสายพันธ์ุ XBB.1.16  หรือ โควิดอาร์คทูรัส (Arcturus) เป็นสายพันธุ์ย่อยแยกมาจากโอไมครอน ที่กำลังออกอาละวาดกว่า 22 ประเทศ ทั้งออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ หรือ อินเดีย จนทำให้มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงผู้ป่วยใหม่ในไทยที่เพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า โดยมีผู้ป่วยที่ต้องสวมท่อหายใจ และมีผู้เสียชีวิตแล้วจากอาการโควิดสายพันธุ์ดังกล่าว 

เราสามารถสังเกตอาการโควิดอร์คทูรัส คือ “อาการตาแดง” ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน ต่างจากการระบาดทุกรอบที่ผ่านมา แต่อาการตาแดงเกิดขึ้นจากหลายเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ฝุ่น pm 2.5 ภูมิแพ้ การเล่นน้ำที่ไม่สะอาด ผงแป้ง หรือสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ เข้าตา แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ตาแดงแบบไหนคืออาการตาแดงโควิด หรือ เป็นตาแดงจากสาเหตุอื่น ๆ เรามีข้อเปรียบเทียบมาให้เพื่อน ๆ นักอ่าน ได้นำไปใช้เป็นข้อสังเกต ดังต่อไปนี้ค่ะ 

https://www.aao.org/

ลักษณะอาการตาแดงโควิด 

  • เยื่อบุตาอักเสบ 
  • ระคายเคืองตา 
  • คันตา
  • ตาบวม แดง 
  • ตาแฉะ มีขี้ตา 
  • ตาสู้แสงไม่ได้ 
  • น้ำตาไหล 

นอกจากนี้ยังมีอาการโควิดอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เจ็บคอ คันคอ ระคายเคืองในลำคอ คัดจมูก ไอ มีไข้สูง เป็นหวัด ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ลิ้นไม่รับรส จมูกไม่ได้กลิ่น ไม่สบายท้อง  

https://www.seriousreaders.com/

ลักษณะอาการตาแดงจากภูมิแพ้ 

อาการตาแดงจากภูมิแพ้จะคล้ายกับอาการตาแดงโควิด แต่จะมีข้อแตกต่างด้วยเช่นกัน 

  • คันตา 
  • ระคายเคืองตา 
  • แสบตา 
  • น้ำตาไหล 
  • ตาแดง 
  • มีขี้ตา 
  • เปลือกตาบวม แดง หรือ อักเสบ 
  • รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมใต้เปลือกตา 

สาเหตุอาการตาแดงจากภูมิแพ้ เกิดจากการถูกปัจจัยต่าง ๆ กระตุ้น ก่อให้เกิดการอักเสบ ระคายเคือง หรือแพ้ เช่น อาหารทะเล ธัญพืช เนื้อสัตว์ นม ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ สภาพอากาศ สารเคมี เครื่องสำอาง น้ำหอม เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา รวมไปถึง อาการโรคประจำตัวดั้งเดิมกำเริบ เช่น โรคหอบหืด โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคจมูกอักเสบ หรือ โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น 

ลักษณะอาการโรคตาแดง 

  • ตาแดง 
  • หนังตาบวม 
  • ระคายเคืองตา 
  • น้ำตาไหล 
  • มีขี้ตา
  • เจ็บคอ 
  • อ่อนเพลีย
  • (อาจ) มีไข้
  • (อาจ) มีเลือดออกที่ตาขาว
  • ต่อมน้ำเหลืองที่หน้า หรือ ใบหูโต กดแล้วเจ็บ 
  • มักจะเริ่มเป็นที่ตาข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงค่อยลามไปอีกข้าง 
  • มักจะติดต่อไปยังคนรอบข้าง หรือ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด 

นอกจากนี้ โรคตาแดง มักจะพบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน โดยสวนใหญ่มักเกิดการระบาดในชุมชนที่อาศัยกันแออัด หรือมีผู้คนอยู่ร่วมกันจำนวนมาก เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก สระว่ายน้ำ ที่ทำงาน ซึ่งโรคตาแดงสามารถพบได้ในทุกวัย แต่จะพบมากในเด็ก เนื่องจากเป็นวัยที่ขาดความระวังและการป้องกันตนเอง และความรุนแรงโรคตาแดงมีไม่มาก สามารถหายได้เอง 

จากข้อเปรียบเทียบที่เราได้นำมาฝากนี้ แม้ว่าลักษณะอาการตาแดงจะมีความคล้ายกันหลายอย่าง แต่ก็มีบางอย่างที่แตกต่างกัน ซึ่งนำไปสังเกตและเฝ้าระวัง พร้อมกับดูแลตัวเอง เมื่อเริ่มรู้สึกระคายเคืองตา ตาแดงผิดปกติ ให้รีบสังเกตว่าตรงกับลักษณะอาการตาแดงแบบไหนกันแน่ หรือรีบไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจวินิจฉัย จะได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที ก่อนที่จะสายเกินไปดีกว่าค่ะ 

How to บ่มผิวแทนอย่างไรไม่ให้ UV ทำร้าย เสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง 

เข้าสู่หน้าร้อนเต็มตัว แสงแดดแรงเต็มเหนี่ยวเช่นกัน แต่หน้าร้อนแบบนี้ ผิวแทนบ่มแดดก็ต้องมาแล้วนะ เพราะ ทะเล สายลม แสงแดด และ ผิวสีแทนบ่มแดด เป็นของคู่กั๊น คู่กัน แต่ยิ่งนับวัน UV ในแสงแดดก็ยิ่งทวีความรุนแรง พร้อมจะประหัตประหารผิวสวย ๆ ให้หมองไหม้ ดำคล้ำ และยัดเยียดมะเร็งผิวหนังมาให้อีกต่างหาก ดังนั้นใครที่อยากมีผิวแทนสวยแซ่บแบบปลอดภัย เรามีวิธีบ่มผิวแทนอย่างไรให้ห่างไกลมะเร็งผิวหนังมาฝาก ให้เพื่อน ๆ ได้ไปอวดผิวสวยเว่อร์รับ Summer นี้กันค่ะ 

เลือกผลิตภัณฑ์กันแดดให้เพียงพอ

แดดเมืองไทยน่ะร้อนนนนน จนมีคนเปรียบเหมือนซ้อมอยู่นรกยังไงยังงั้น แถมเจ้าแดดตัวร้ายยังอัดแน่นไปด้วยยูวีตัวการก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง หวังจะได้ผิวแทนกลับได้ผิวเสีย อันนี้ไม่ไหวนะ ต้องใช้ตัวช่วยด้วยผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีคำว่า Broad spectrum คือ สามารถปกป้องผิวเราจากทั้ง UVA และ UVB ที่ก่อให้เกิดความหมองคล้ำ และริ้วรอยก่อนวัย ยิ่งไปกว่านั้นควรเลือกค่า SPF ให้เหมาะกับสถานที่และแรงของแดด เช่น ไปทะเล ควรเลือกครีมกันแดด SPF 50 ไปเลยค่ะ เพราะปัจจุบันแดดบ้านเราน่ะ ร้ายยยยย กว่าเมื่อก่อนมาก ค่า SPF ต่ำกว่า 50 อาจไม่เพียงพอไปเสียแล้ว แต่ถ้าเป็นที่กลางแดดโล่งแจ้งทั่วไป อาจเลือกครีมกันแดด SPF 30+ ขึ้นไป หรือ SPF 15+ เมื่ออยู่ในอาคารหรือหน้าจอคอม เป็นต้น 

เลือกเวลาอาบแดดให้เหมาะสม 

แสงแดดจะเริ่มร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงเวลา 10.00 – 15.00 น. การอาบแดดโดยไม่ทำร้ายผิว แถมยังได้วิตามินดีฟรี คือ ช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น. หรือไม่ควรเกิน 11.00 น. ยิ่งแดดทะเล ยิ่งมีความรุนแรงสูง สามารถแผดเผาผิวสวยให้เป็นผิวไหม้เสียได้ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการอาบแดดจากช่วงเวลาที่ส่งผลเสียต่อผิวดีกว่า 

ไม่โหมตากแดดเป็นระยะเวลานาน

ควรหมั่นพักในที่ร่มเป็นระยะ อย่าใช้เวลาในการตากแดดนานเกินไป โดยการตากแดดแต่ละครั้งประมาณ 15 – 30 นาที จากนั้นเข้าพักในที่ร่ม เพื่อได้พักผิวและสายตาจากความเข้มของรังสียูวี ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต้อกระจกตาจาก UV รวมไปถึงมะเร็งผิวหนังด้วยเช่นกัน 

ปกคลุมผิวจากแสงแดด 

เมื่อเข้าที่ร่มเพื่อพักจากการอาบแดด ควรหาผ้าปกคลุมหรือสวมใส่เสื้อผ้าปกปิดผิวด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้แผลถลอกหรือรอยไหม้จากการอาบแดดมีสีคล้ำมากขึ้น  

ตรวจสภาพผิวหลังอาบแดด 

เช็กสภาพผิวหลังจากอาบแดดทันที เพื่อตรวจสอบว่ามีผิวไหม้แดด หรือรอยถลอดตรงจุดไหนบ้าง และเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่อุดมไปด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ หรือเจลว่านหางจระเข้ เพื่อเป็นการปลอบประโลมผิว และป้องกันการพุพองหลังจากการอาบแดด และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลฮอล์ เพราะจะก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ 

ทานอาหารที่มีเป็นมิตรต่อแสงแดด 

เลือกทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ของไลโคปีน เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มการป้องกันแสงแดดได้ถึง 30-33% โดยเฉพาะผักผลไม้สีส้มและสีแดง เช่น มะเขือเทศ แครอท ส้ม หรือ ดาร์กช็อกโกแลตที่อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ ช่วยปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดเผาไหม้ รวมไปถึงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มี คาเฟอีน ช่วยลดความเสี่ยงจากมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน 

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์กอันตรายแค่ไหน ทำไมทั่วโลกจับตามองและเฝ้าระวัง 

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตามองและยกระดับให้ โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก (Marburg birus disease) เป็นโรคอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง หลังจากที่พบมีการระบาดในประเทศอิเควทอเรียลกินี (Equatorial Guinea) โดยมีผู้ติดเชื้อหลายรายและมีผู้เสียชวิตจากโรคนี้ไปแล้วกว่า 9 ราย ในขณะนี้ แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นโรคที่พบเป็นครั้งแรก เพราะ WHO เคยได้ออกมายืนยันถึงการระบาดของไวรัสมาร์บวร์กในกานาครั้งแรกจนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 2 ราย และมีผู้ติดเชื้อกว่า 100 รายที่ต้องทำการกักตัวเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ เมื่อช่วงกรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา 

ภาพจาก : https://www.medpagetoday.com/

การระบาดของเชื้อไวรัสมาร์บวร์กขยายเป็นวงกว้าง จากประเทศกานา สู่ อิเควทอเรียลกินี เพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อและยอดผู้เสียชีวิติมากขึ้น กลายเป็นโรคติดต่ออันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่กระจายได้เร็ว ติดต่อกันได้ง่าย เมื่อติดเชื้อจะมีอาการรุนแรง และ 90 % ของผู้ติดเชื้อจะเสียชีวิตภายในเวลา 7 วัน!

เราจะมาทำความรู้จักกับโรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก การติดต่อของโรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก สาเหตุเกิดจากอะไร การรักษา และวิธีป้องกันตนจากโรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์กต้องทำอย่างไร เพื่อลดการระบาดของเชื้อโรคไม่ให้แผ่ขยายวงกว้างจนส่งผลกระทบกับระบบชีวิตและเศรษฐกิจโลกเหมือนตอนเกิดการระบาดโรคโควิด-19 

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์กคืออะไร

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก คือ ไวรัสตระกูล ฟิโลไวริเดอี (Filoviridae) ชนิดเดียวกับไวรัสอีโบลา (Ebola) ที่ก่อให้เกิดไข้เลือดออกรุนแรงในมนุษย์ และติดต่อแพร่ระบาดได้ง่าย (Hihhly infectious) 

เชื้อไวรัสมาร์บวร์กถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อไร

แม้ว่าตามข้อมูล จะพบการระบาดของโรคจนทำให้มีผู้เสียชีวิตในกานาครั้งแรกเมื่อปลายปี 2022 แต่เชื้อไวรัสมาร์บวร์กกลับถูกพบครั้งแรกในปี 1967 จากการติดเชื้อในห้องทดลองเมืองมาร์บวร์ก ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ได้รับเชื้อจากลิงเขียวที่นำเข้าจากยูกันดาเพื่อใช้ในการวิจัยสำหรับทดลองการผลิตวัคซีนโปลิโอ เชื้อได้แพร่ระบาดในกลุ่มพนักงาน และหลุดรอดออกจากห้องปฏิบัติการจนระบาดทั่วเมืองมาร์บวร์กและแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และ เมืองหลวงของเซอร์เบีย อย่าง เบลเกรด จึงเป็นที่มาของชื่อไวรัสมาร์บวร์ก ต่อมามีการพบการระบาดในคองโก เคนยา ซิมบับเว ยูกันดา แองโกลา และกินี และอีกกรณีหนึ่งที่มีหญิงสาวได้รับเชื้อนี้หลังจากเดินทางไปเที่ยวชมถ้ำงูไพธอนในป่ามารามากามโบ (Maramagambo) ในประเทศยูกันดา เมื่อปี 2008 

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก สาเหตุเกิดจากอะไร 

ไวรัสมาร์บวร์กและไวรัสอื่น ๆ ที่อยู่ในตระกูล Filoviruse มีสัตว์เลือดอุ่นเป็นพาหะ เช่น ค้างคาว ลิง ลิงไม่มีหาง (Apes) โดยเฉพาะ ค้างคาวผลไม้อียิปต์ (Rousettus Aegyptiacus) สาเหตุที่ทำให้มีแพร่กระจายของเชื้อโรคในสัตว์สู่การระบาดโรคในมนุษย์ เกิดจากมนุษย์สัมผัสโดยตรงกับตัวสัตว์พาหะ หรือถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์เหล่านั้น การไปสัมผัสหรืออยู่ในบริเวณที่เป็นแหล่งอาศัยของค้างคาว เช่น ถ้ำ เหมือง โพรงไม้ หรือบุกรุกป่า รวมไปถึงการบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ทำให้เชื้อไวรัสจากสัตว์แพร่สู่คนได้ง่าย 

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก อาการ 

หลังได้รับเชื้อจะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-21 วัน จากนั้นจะเริ่มมีอาการไข้สูง ไม่สบายหนัก ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยเนื้อต้ว ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ปวดท้อง เป็นตะคริว วันต่อมาจะเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องหนักขึ้น ท้องร่วงเป็นเวลาติดต่อกันเกิน 3 วัน มีผื่นขึ้นแต่ไม่มีอาการคันบริเวณหน้าอก หลัง หรือช่วงท้อง 

เมื่อเข้าสู่วันที่ 3 ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น มีไข้สูงต่อเนื่อง มีอารมณ์หงุดหงิด สับสน ก้าวร้าวรุนแรง จากผลกระทบความผิดปกติในระบบประสาทส่วนกลาง ในผู้ป่วยชายอาจมีการอักเสบที่อัณฑะร่วมด้วย ตลอดระยะเวลาที่มีอาการปรากฏ ผู้ป่วยจะมีอาการเซื่องซึม ซีดเซียว ไร้เรี่ยวแรง ดวงตากลวงลึก สภาพคล้ายผีซาก (Ghost-like) ใบหน้าไร้ความรู้สึก และมีอาการง่วงนอนตลอดเวลา 

ระบบการทำงานของอวัยวะหลายส่วนทำงานผิดปกติ จนกระทั่งเข้าสู่วันที่ 7 ผู้ป่วยจะมีเลือดออกรุนแรง อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด มีเลือดออกจากจมูก เหงือก และช่องคลอด และเสียชีวิตเนื่องจากการเสียเลือดมากจนช็อก 

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก การติดต่อและแพร่กระจายเชื้อช่องทางใดได้บ้าง 

เชื้อไวรัสมาร์บวร์กสามารถแพร่ได้ทางการสัมผัสผ่านผิวหนังที่มีบาดแผล และเยื่อบุต่าง ๆ จากการสัมผัสสารคัดหลั่ง น้ำลาย น้ำมูก เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำอสุจิ และของเหลวอื่น ๆ ของผู้ติดเชื้อ ที่ปนเปื้อนบนพื้นผิววัสดุต่าง ๆ ทั้งที่เป็นของใช้ส่วนตัว ของร่วมสาธารณะ หรือการใช้เข็มร่วมกัน รวมไปถึงสถานที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่าง ๆ เช่น ป่า ถ้ำ โพรง เป็นต้น 

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก การรักษาด้วยวิธีใด 

การวินิจฉัยทางคลินิกของโรคมาร์บวร์ก ยังคงเป็นเรื่องยากและไม่สามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากอาการของโรคหลาย ๆ อาการมักจะแสดงออกคล้ายกับโรคติดเชื้อประเภทอื่น ๆ เช่น อีโบลา มาลาเรีย หรือไข้ไทฟอยด์ และ ยังไม่มียาต้านไวรัสหรือวัคซีนป้องกันโรคมาร์บวร์กโดยตรง มีเพียงแต่การรักษาตามอาการเพื่อประคับประคองให้มีโอกาสรอดชีวิต อาจจะมีการนำยาที่ใช้กับผู้ป่วยโรคอีโบลามาใช้กับผู้ติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก แต่ก็ยังไม่ได้มีการทดสอบและพิสูจน์ในทางการแพทย์ว่าจะได้ผลหรืออย่างไร 

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก ป้องกันได้อย่างไร 

เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนและยารักษาโรคเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก ดังนั้น การเพิ่มความตระหนักรู้ลักษณะการแพร่ระบาดให้ประชาชนได้เข้าใจ เฝ้าระวัง ทั้งในเรื่องของการรักษาความสะอาด การระวังตัวเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ การป้องกันตนเองในด้านการมีเพศสัมพันธ์ การแยกผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยติดเชื้อ รวมไปถึงมาตรการป้องกันโควิด19 อย่าง การสวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง นับว่าเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้เช่นกัน  เพื่อให้ประชาชนได้มีความเตรียมพร้อมในการดูแลตนเองและคนใกล้ชิด ถือว่าเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสมาร์บวร์กได้ดีที่สุดในขณะนี้