เช็กปฏิทินวันหยุดราชการ 2567 มีวันไหนบ้าง มัดรวมให้ครบทั้งปี แพลนเที่ยวได้ยาว ๆ

วันหยุดราชการ คือ วันที่หน่วยงานราชการ และแรงงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหยุดทำงาน ถือเป็นวันพักผ่อนหย่อนใจ และยังสำคัญต่อเศรษฐกิจในประเทศ เพราะผู้คนนิยมถือเอาวันหยุดราชการเป็นช่วงเวลาไปท่องเที่ยว ทำกิจกรรมหรือพักผ่อนหย่อนใจ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สร้างรายได้หมุนเวียนภายในประเทศได้อย่างดี อีกทั้งยังเป็นการเสริมประสิทธิภาพ ให้กับระบบการทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ หลังจากอาการเหนื่อยล้ากับการทำงานต่อเนื่องหลายวัน

วันหยุดราชการมีกี่ประเภท

ปฏิทินวันหยุดราชการ กำหนดโดยคณะรัฐมนตรี ประกอบไปด้วยวันหยุดราชการตามปฏิทินไทยและสากล สามารถแบ่งประเภทของวันหยุดราชการ 4 แบบ ได้แก่ 

  1. วันหยุดราชการประจำปี คือ วันหยุดราชการตรงกับวันสำคัญต่าง ๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ วันวิสาขบูชา วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นต้น 
  1. วันหยุดราชการเฉพาะกิจ คือ วันหยุดราชการที่คณะรัฐมนตรีได้ประกาศเป็นกรณีพิเศษ เช่น วันพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ เป็นต้น 
  2. วันหยุดราชการประจำสัปดาห์ คือ วันเสาร์ และ วันอาทิตย์ 
  3. วันหยุดชดเชย คือ กรณีที่วันหยุดราชการประจำปีวันใดตรงกับวันธรรมดาหยุดราชการประจำสัปดาห์ ให้เลื่อนไปหยุดในวันทำงานวันถัดไป และชดเชยไม่เกิน 1 วัน 

ปฏิทิน พ.ศ. 2567 มีวันหยุดราชการวันไหนบ้าง หรือวันไหนเป็นวันหยุด 2567 ที่เป็นวันหยุดยาวพิเศษ justelounge ได้รวบรวมมาให้แล้ว รีบเซฟเก็บไว้วางแผนเที่ยวปีมังกรทองที่จะถึงนี้กันดีกว่า 

1. วันหยุดมกราคม 2567 

วันจันทร์ 1 มกราคม : วันขึ้นปีใหม่ 

*ยกเลิก ชดเชยวันสิ้นปี วันอังคาร  2 มกราคม เลื่อนให้หยุดวันศุกร์ที่ 29 ธ.ค.66 แทน

2. วันหยุดกุมภาพันธ์ 2567 

วันเสาร์ 24 กุมภาพันธ์ : วันมาฆบูชา 

วันจันทร์ 26 กุมภาพันธ์ : วันหยุดเชยวันมาฆบูชา 

3. วันหยุดเมษายน 2567

วันเสาร์ 6 เมษายน : วันจักรี 

วันจันทร์ 8 เมษายน : วันหยุดชดเชยวันจักรี 

วันเสาร์ 13 เมษายน : วันสงกรานต์ 

วันอาทิตย์ 14 เมษายน : วันสงกรานต์ 

วันจันทร์ 15 เมษายน : วันสงกรานต์ 

วันอังคาร 16 เมษายน : วันหยุดชดเชยวันสงกรานต์ 

4. วันหยุดพฤษภาคม 2567 

วันพุธ 1 พฤษภาคม : วันแรงงาน 

วันเสาร์ 4 พฤษภาคม : วันฉัตรมงคล 

วันจันทร์ 6 พฤษภาคม : วันหยุดชดเชยวันฉัตรมงคล 

วันพุธ 22 พฤษภาคม : วันวิสาขบูชา 

5. วันหยุดมิถุนายน 2567 

วันจันทร์ 3 มิถุนายน : วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 

6. วันหยุดกรกฎาคม 2567 

วันเสาร์ 20 กรกฎาคม : วันอาสาฬหบูชา 

วันอาทิตย์ 21 กรกฎาคม : วันเข้าพรรษา 

วันจันทร์ 22 กรกฎาคม : วันหยุดชดเชยวันเข้าพรรษา 

วันอาทิตย์ 28 กรกฎาคม : วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวิชรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 

วันจันทร์ 29 กรกฎาคม : วันหยุดชดเชยวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ รัชกาลที่ 10 

7. วันหยุดสิงหาคม 2567 

วันจันทร์ 12 สิงหาคม : วันแม่แห่งชาติ / วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

วันหยุดตุลาคม 2567 

วันอาทิตย์ 13 ตุลาคม : วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ วันนวมินทรมหาราช 

วันจันทร์ 14 ตุลาคม : วันหยุดชดเชย วันนวมินทรมหาราช 

วันพุธ 23 ตุลาคม : วันปิยมหาราช 

8. วันหยุดธันวาคม 2567

วันพฤหัสบดี 5 ธันวาคม : วันพ่อแห่งชาติ 

วันอังคาร 10 ธันวาคม : วันรัฐธรรมนูญ 

วันอังคาร 31 ธันวาคม : วันสิ้นปี 

5 ประเทศ จัดงานลอยกระทง ไม่ได้มีแค่ประเทศไทย

เทศกาลลอยกระทง ประเพณีสำคัญของคนไทย สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย พร้อมกับจุดกำเนิดนางนพมาศ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมต่อเนื่องที่จัดขึ้นทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติ จุดประสงส์ของการลอยกระทง เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา เทพธิดาแห่งสายน้ำ และเป็นการสะเดาเคราะห์ส่งท้ายปี ก่อนขึ้นปีใหม่ รับสิ่งที่ดีใหม่ ๆ เข้ามา 

แม้ว่าการลอยกระทงถือเป็นประเพณีที่คนไทยสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ แต่รู้หรือไม่ว่า ไม่ได้มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่จัดงานลอยกระทง การลอยประทีปเพื่อขอขมาพระแม่คงคา เป็นวัฒนธรรมร่วมในเอเชีย ซึ่งมี 5 ประเทศ จัดงานลอยประทีป ขอบคุณธรรมชาติ เป็นประเพณีสืบทอดมาเนิ่นนานเช่นเดียวกับไทย ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกันไป จะมีประเทศใดบ้าง และเรียกว่าอะไรกันบ้าง ทีมงาน justelounge รวบรวมข้อมูลมาไว้ในบทความนี้แล้วค่ะ 

1. ประเทศลาว 

ลาว มีเทศกาลไหลเฮือไฟ เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยจะจัดทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ตรงกับวันออกพรรษา ช่วงเดือนตุลาคม หรือ เดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสากล ซึ่งเทศกาลไหลเฮือไฟ แม้จะจัดขึ้นในช่วงออกพรรษา แต่ลักษณะของเทศกาล และจุดประสงค์ คล้ายกับการลอยกระทงของคนไทย โดยประเพณีไหลเรือไฟของลาว เพื่อเป็นการบูชาพระธาตุจุฬามณี ซึ่งเชื่อกันว่าตั้งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงทำการลอยเรือไฟให้ขึ้นไปบนสวรรค์ บูชาพระธาตุจุฬามณี ไม่เพียงแค่นั้น การลอยเรือไฟ เพื่อเป็นการระลึกบุญคุณ และขอขมาต่อพระแม่คงคา สำหรับประทานน้ำดื่มน้ำใช้ให้แก่ชาวลาว และเพื่อระลึกถึงผู้มีพระคุณต่อตน เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เป็นต้น 

เรือไฟ ส่วนใหญ่มักจะทำด้วยไม้ไผ่และกระดาษ ตกแต่งและประดับประดาด้วยดอกไม้ ธูปเทียน และโคมไฟหลากสี โดยขนาดของเรือไฟแต่ละลำแตกต่างกันไป มีตั้งแต่เรือลำเล็ก ไปจนถึงเรือลำขนาดใหญ่ เรือลำใหญ่มาก ๆ อาจมีความยาวถึง 10 เมตร เลยทีเดียว 

การจัดเทศกาลงานไหลเรือไฟ จะเริ่มจัดกันตั้งแต่เช้า โดยจะมีการประกวดเรือไฟสวยงามในช่วงเช้าและกลางวัน จากนั้นก็จะมีการลอยเรือไฟลงแม่น้ำโขงในช่วงค่ำ ทำให้แม่น้ำโขงสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากเรือนับหมื่นลำ สวยงามวิจิตรตระการตาเป็นอย่างมาก สร้างความตื่นตื่นใจแก่ผู้คนทั้งสองฝั่งโขงและนักท่องเที่ยวที่ไปร่วมงาน

2. ประเทศเมียนมา 

วัฒนธรรมร่วมที่เป็นเทศกาลสำคัญของชาวเมียนมา คือ เทศกาลแห่งแสงสว่าง เรียกว่า “เทศกาลซองไดง์” (Tazaungdaing Festival) ตรงกับเดือนตะสองโมง (Tazaungmone) หรือ เดือน 8 ตามปฏิทินดั้งเดิมของชาวเมียนมา หรือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม ตามปฏิทินสุริยคติ โดยจุดประสงค์ของเทศกาลซองไดง์ จัดขึ้นเพื่อสักการะพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเฉลิมฉลองการสิ้นสุดฤดูฝน – ฤดูกฐิน 

ภายในงานซองไดง์ จะมีการปล่อยโคมยักษ์ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ซึ่งโคมเหล่านั้นจะถูกตกแต่งให้มีรูปทรงและลวดลายต่าง ๆ บ้างก็ประดับประดาไปด้วยดอกไม้ ธูปเทียน ดอกไม้ไฟ ประทัด และสิ่งประดับอื่น ๆ ตามแต่ที่เจ้าของโคมจะรังสรรค์ เพื่อให้โคมมีความสวยงามและเสียงดังกระหึ่ม เมื่อปล่อยโคมลอยสู่ท้องฟ้า โดยชาวเมียนมาเชื่อว่าการปล่อยโคมลอยเป็นการบูชาพระธาตุจุฬามณี พระธาตุศักดิ์สิทธิที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้าที่ตั้งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และยังเป็นการลอยทุกข์ ลอยโศก ลอยสิ่งอัปมงคลให้ออกไปจากชีวิต

เทศกาลซองไดง์มีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ที่นอกจากการลอยโคมยักษ์ เช่น การทำบุญตักบาตร การสรงน้ำพระพุทธรูป การแสดงศิลปะพื้นบ้าน และการแข่งขันทอเสื้อคลุม ซึ่งเป็นงานรื่นเริงประจำปีที่ชาวเมียนมานิยมและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นประเพณีที่มีการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษอย่างยาวนาน ทำให้มีชาวเมียนมานับหมื่น นับแสนคน หลั่งไหลมาร่วมงานซองไดง์ทุกสารทิศ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติด้วยเช่นกัน 

3. ประเทศกัมพูชา 

ประเทศกัมพูชามีงานลอยกระทงเช่นเดียวกับประเทศไทย แต่ประเพณีลอยกระทงของชาวกัมพูชา เรียกว่า “บ็อณแฎตปรอตีป” หรือ Bong Dzat Proti แปลว่า “ลอยประทีป” ซึ่งจัดขึ้นทุกปีในวันขึ้น 14 ค่ำ โดยชาวกัมพูชาจะทำกระทงจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ทั่วไป เช่น ใบตอง ใบไผ่ ไม้ไผ่ ใบไม้ที่มีความสวยงาม ตกแต่งด้วยดอกไม้ ธูปเทียน โคมไฟหลากสีสัน และอื่น ๆ ตามแต่ที่จะหาได้ กระทงมีขนาดน้อย – ใหญ่ ต่างกันไป ขึ้นกับจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ บางกระทงอาจมีความสูงถึง 7 – 10 เมตร และมีการนำเหรียญกษาปณ์ใส่ลงในกระทงก่อนจะนำไปลอย เพื่อบูชาพระแม่คงคาในแม่น้ำโขง และโตนเลสาบ (ทะเลสาบในเมียนมา) อีกทั้งยังเป็นการลอยทุกข์โศก ลอยสิ่งไม่ดีออกไปจากชีวิต (ซึ่งเป็นคติความเชื่อของชาวเอเชียในหลายประเทศ) 

สถานที่จัดงานลอยกระทงที่เป็นจุดสำคัญในกัมพูชา ได้แก่ กรุงพนมเปญ เมืองเสียมเรียบ และ เมืองพระสีหนุ ซึ่งงาน บ็อณแฎตปรอตีป จะได้รับความสนใจจากชาวกัมพูชา และนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก โดยมีคนจำนวนมากเดินทางมาร่วมงานนี้กันอย่างคับคั่งทุกปี 

4. ประเทศศรีลังกา 

งานลอยกระทงของชาวศรีลังกา เรียกว่า “เทศกาลโพยา” หรือ Fool moon poya จัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติ ถือกำเนิดขึ้นจากความเชื่อทางพุทธศาสนา โดยมีจุดประสงค์หลักของศรีลังกา เพื่อแสดงความเคารพ และขอขมาพระแม่คงคา ที่อาจเคยล่วงเกินในทางใดทางหนึ่ง และเพื่อขอพรให้ชีวิตมีความสุขความเจริญ คล้ายกับงานลอยกระทงของไทย 

กระทงของชาวศรีลังกาจะตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติ ประดับประดาด้วยดอกไม้อย่างสวยงาม ธูปเทียน และขนมหวานต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงฝีมือการประดิษฐ์และวัฒนธรรมของชาวศรีลังกา นอกจากนี้ ชาวศรีลังกาจะทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรมเทศนา ถวายดอกไม้ ธูปเทียน และเวียนเทียนรอบพระเจดีย์ตามวัดและอารามต่าง ๆ เพื่อแสดงถึงความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา เทศกาลโพยานอกจากจะได้รับความสนใจจากชาวศรีลังกาแล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ให้ความสนใจ และเดินทางไปร่วมงานเพื่อสัมผัสถึงประเพณีและวัฒนธรรมของชาวศรีลังกาที่จัดขึ้นทุกปี 

5. ประเทศอินเดีย 

ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีโบราณของอินเดีย ซึ่งไทยรับเข้ามาและประยุกต์จนกลายเป็นประเพณีลอยกระทงแบบฉบับของคนไทย โดยมาจากเทศกาลดั้งเดิมของอินเดีย เรียกว่า “เทศกาลดิวาลี” (Diwali) หรืออีกชื่อที่เรียกว่า “ดีปาวลี” (Deepavali) แปลว่า “เทศกาลแห่งแสงสว่าง” เป็นเทศกาลสำคัญของศาสนาฮินดู ซึ่งชาวอินเดียส่วนใหญ่นับถือมาก่อนพุทธกาล โดยจะจัดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนกฤษณะ (Kartika) ตามปฏิทินจันทรคติ คือ ช่วงเดือนตุลาคม หรือ พฤศจิกายน 

ในช่วงเทศกาลแห่งแสงสว่าง หรือ ดิวาลี ชาวอินเดียจะนิยมประดับประดาบ้านเรือน ร้านค้า และสถานที่ต่าง ๆ ด้วยโคมไฟ และเทียนไขหลากสีสัน อีกทั้งยังถือโอกาสทำความสะอาดบ้านเรือน ตกแต่งบ้าน สวมใส่เสื้อผ้าใหม่ และเตรียมอาหารคาว – หวาน เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี ที่จะเริ่มขึ้นในช่วงวันสิ้นสุดฤดูฝน และเตรียมเข้าสู่ฤดูหนาว 

กิจกรรมในเทศกาลดิวาลีของชาวอินเดีย ได้แก่ 

  • บูชาพระแม่ลักษมี เทวีแห่งโชคลาภ และความเจริญรุ่งเรือง โดยชาวอินเดียจะทำการบูชาเพื่อขอพรโชคลาภจากพระเทวี ให้ชีวิตประสบความสำเร็จตลอดปี 
  • จุดโคมไฟและดอกไม้ไฟ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลดิวาลี โดยชาวอินเดียชื่อว่า แสงสว่างจะช่วยขับไล่ภูติผีปีศาจ สิ่งชั่วร้าย และความมืดมิดออกไป และนำความสว่างมาสู่ชีวิต 
  • แลกเปลี่ยนของขวัญ ชาวอินเดียนิยมแลกของขวัญเพื่อแสดงความรัก และความปรารถนาดีต่อกันในช่วงเทศกาลดิวาลี  

เทศกาลดิวาลี ถือว่าเป็นเทศกาลแห่งความสุขของชาวอินเดีย โดยตลอดเทศกาลนี้ ชาวอินเดียทุกคนจะมีแต่รอยยิ้ม และรู้สึกมีความหวังถึงความสุขที่กำลังจะเข้ามาในชีวิต 

9 ประโยชน์ของกระเทียมที่คุณอาจคาดไม่ถึง

กระเทียม ภาษาอังกฤษ เขียนว่า Garlic เป็นพืชประเภทสมุนไพรชนิดหนึ่ง ซึ่งคนไทยนิยมนำมาใช้ปรุงอาหาร เพราะกระเทียมช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติอาหารได้ดี  อักทั้งกระเทียมมีประโยชน์หลายด้าน ทั้งในด้านสมุนไพร แถมกระเทียมมีสรรพคุณทางยา ช่วยป้องกันโรค ดีต่อสุขภาพ เนื่องจากกระเทียมมีสารอัลลิซิน (Allicin) มีกลิ่นฉุน แต่มีฤทธิ์ทางยา หากกินกระเทียมสดวันละ 1 หัว หรือประมาณ 6 – 12 กลีบ หรือจะนำไปปรุงอาหาร ให้คุณประโยชน์และดีต่อสุขภาพเช่นกัน

ประโยชน์ของกระเทียมมีอะไรบ้าง 

1. กระเทียมรักษาโรคหวัด 

กระเทียมมีแอนตี้ออกซิเดนท์ ซึ่งเป็นสารต้านทานอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เมื่อมีอาการหวัด เพียงนำกระเทียมไปฝานแล้วแช่น้ำร้อน จากนั้นกรองเอาแต่น้ำ ดื่มเป็นชากระเทียมอุ่น ๆ ช่วยให้หายหวัดเร็วขึ้น 

2. กระเทียมลดระดับไขมันในเลือด 

กินกระเทียมเป็นประจำ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และ ลดระดับไขมันในเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจในอนาคตได้ 

3. กระเทียมแก้โรคผิวหนังอักเสบ โรคสะเก็ดเงิน ส่าไข้ 

หากผิวหนังมีอาการอักเสบ แพ้ มีผื่นแดง หรือมีอาการคัน โดยเฉพาะอาการคันหรือผื่นแดงจากโรคสะเก็ดเงิน ใช้กระเทียมหรือน้ำมันกระเทียมทาบริเวณผิวหนัง ช่วยลดอาการอักเสบ ลดผื่นแดง ช่วยให้สะเก็ดแผลหลุดออกไป และรักษาอาการคันผิวหนังได้ เนื่องจากกระเทียมมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ หรือโรคส่าไข้ เกิดจากไวรัสกลุ่ม HHV 6 (Human Herpesvirus Type 6) ซึ่งมีอาการคล้ายโรคหัด อีสุกอีใส มีตุ่มแดง และแผลอักเสบตามผิวหนัง การรักษาด้วยกระเทียม โดยบดกระเทียมแล้วประคบลงบนแผลโดยตรง ช่วยลดอาการบวมและแผลอักเสบ ยิ่งควบคู่ไปกับการทานอาหารเสริมสารสกัดกระเทียม เช่น กระเทียมอัดเม็ด หรือน้ำมันกระเทียม จะยิ่งช่วยบรรเทาให้แผลหายเร็วขึ้น

4. กระเทียมช่วยแก้ปัญหาผมร่วง

กระเทียมมีสรรพคุณ ช่วยลดปัญหาผมขาดหลุดร่วงได้ วิธีใช้กระเทียมแก้ผมร่วง คือ ฝานกระเทียมบาง ๆ ผสมกับน้ำมันออยล์ จากนั้นนำไปนวดให้ทั่วศีรษะ ทำเป็นประจำ สารอัลลิซินและสารซัลเฟอร์ในกระเทียมจะช่วยบำรุงหนังศีรษะให้แข็งแรง ลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้

5. กระเทียมช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ 

สารอาหารในกระเทียม ช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น จึงส่งผลในการช่วยลดอาการปวดตามข้อในร่างกาย บรรเทาอาการเคล็ดขัดยอก และลดอาการเจ็บจากข้อเท้าพลิก 

6. กระเทียมช่วยรักษาสิว 

เนื่องจากกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ดี จึงมีการนำกระเทียมมาใช้ในการรักษาสิว ด้วยการฝานกระเทียมสด แล้วแปะลงบริเวณที่มีสิวไว้สักครู่ เพื่อให้สารในกระเทียมออกฤทธิ์กำจัดแบคทีเรีย ก่อนจะล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด แล้วซับหน้าเบา ๆ ให้แห้ง

7. กระเทียมช่วยกำจัดกลิ่นเท้า 

สำหรับใครที่กำลังประสบปัญหาเท้ามีกลิ่นเหม็น สามารถใช้กระเทียมช่วยลดกลิ่นเท้าได้ ด้วยการบดกระเทียม แล้วเทน้ำอุ่นพอประมาณใส่ในกะละมังหรือถังแช่เท้า จากนั้นนำกระเทียมบดใส่ลงในน้ำอุ่น แล้วแช่เท้าลงไป เพื่อให้สารในกระเทียมช่วยกำจัดกลิ่นเท้า แช่เท้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วซับเท้าให้แห้ง นอกจากนี้ วิธีนี้ยังเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเชื้อราที่เท้า เท้าอับชื้น หรือน้ำกัดเท้า อีกด้วย 

8. กระเทียมช่วยป้องกันแมลงกัดต่อย 

ยุงและแมลงหลายชนิด มักไม่ชอบกลิ่นกระเทียม ภูมิปัญญาไทยแต่โบราณจึงมักนำกระเทียมมาใช้เป็นยากันยุงและแมลงจากธรรมชาติ โดยจะนำกระเทียมไปหั่นหรือบดแล้วผสมกับขี้ผึ้ง ใช้ทาแขน – ขา บริเวณตามตัวที่พ้นจากเสื้อผ้าปิดบัง โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางในป่า 

9. กระเทียมช่วยถอนเสี้ยนหนามได้ 

คนโบราณเมื่อเสี้ยนหนามหรือเสี้ยนไม้ตำมือ ตำเท้า จะใช้วิถีธรรมชาติแก้ ด้วยการฝานกระเทียมเป็นแผ่นบาง ๆ วางลงบนเสี้ยน แล้วใช้ผ้าพันแผลกดทับลงไป หลังจากนั้นไม่นาน เสี้ยนก็จะหลุดออกเอง 

เลิกกินอาหารต่อไปนี้ ถ้าไม่อยากผมขาดร่วงจนศีรษะล้าน

ปัญหาผมขาดร่วง ผมบาง ผมน้อย ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย เพราะไม่เพียงแต่ทำให้เสียบุคลิกภาพ ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ไม่กล้าออกไปพบผู้คน เพราะรู้สึกอาย จนอาจกลายเป็นคนเก็บตัว ไม่อยากเข้าสังคม จนอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ แต่รู้ไหมว่า อีกหนึ่งสาเหตุผมร่วง เกิดจากอาหารที่เรากินในแต่ละวันด้วยนะ ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาสุขภาพผมพัง จนอาจกลายเป็นคนผมบาง หรือศีรษะล้านจนรักษาไม่ได้ ต้องเลิกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ 

1. อาหารฟาสต์ฟู้ด

อาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย มักจะอุดมไปด้วยไขมันทรานซ์ ไขมันไม่ดี ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด หากมีการสะสมในร่างกายจำนวนมาก จะทำให้เลือดไปไม่สามารถไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงหนังศีรษะ เส้นผมก็จะไม่ได้สารอาหาร และได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้เส้นผมอ่อนแอ เปราะบางและขาดหลุดร่วงในที่สุด

2. อาหารรสเค็ม อาหารหมักดอง 

อาหารที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบมากเกินไป อย่างอาหารหมักดอง เพราะกรรมวิธีการดอง จะต้องใช้เกลือจำนวนมากเพื่อเก็บรักษาอาหาร ปริมาณเกลือที่มากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะภายใน ระบบขับถ่ายขอเสีย ทำให้ไตทำงานหนัก เสียสุขภาพ และยังทำให้ร่างกายขาดน้ำ จนอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ กระทบต่อระบบเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย อีกทั้งยังทำให้สุขภาพเส้นผมอ่อนแอเพราะขาดความชุ่มชื้น 

3. อาหารทอด

อาหารจานทอดทั้งหลาย ล้วนแต่ผ่านความร้อนสูง จนสูญเสียคุณค่าทางอาหาร และยังเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำมัน ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเส้นผม ทำให้ผมมันเยิ้ม เส้นผมเหนียว ไม่สะอาด 

4. อาหารรสจัด 

อาหารที่มีรสจัดจ้าน แม้ว่าจะอร่อยถูกใจแค่ไหน แต่การกินรสจัดเกินไป ไม่ว่าจะเป็นรสเค็มจัด รสหวานจัด รสเผ็ดจัด จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย และสุขภาพผมด้วยเช่นกัน 

5. สารให้ความหวานแทนน้ำตาล 

อ้าวไหนว่าน้ำตาลไม่ดี เลี่ยงจากน้ำตาล มาเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือเลือกเครื่องดื่มไขมัน 0% แล้วไม่ดีอีกเหรอ … การเลือกดื่มน้ำที่ใช้สารให้ความหวาน หรือน้ำอัดลมชนิดไดเอต ไม่ได้แปลว่าดีต่อสุขภาพอย่างเสมอไป และยิ่งดื่มมากเกินไป ก็จะทำให้ผมร่วงมาก จนอาจทำให้ศีรษะล้านในอนาคตได้ 

Condiment glasses lined up on the table

6. อาหารที่ใช้เครื่องปรุงรส

การใช้เครื่องปรุงรสต่าง ๆ เพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้กับอาหาร ทำให้อาหารหรือขนมต่าง ๆ น่ากิน และทานอร่อยมากขึ้น แต่สารปรุงรส โดยเฉพาะอาหารที่มีสารเคมีเป็นส่วนผสมจำนวนมาก จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในอนาคต และก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพเส้นผมได้ในระยะยาวอีกด้วย 

7. อาหารที่ขาดวิตามินและแร่ธาตุ 

อาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่มีวิตามินและแร่ธาตุ นอกจากจะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพในด้านอื่น ๆ ยังมีผลกระทบต่อความแข็งแรงของเส้นผมด้วย เนื่องจากวิตามินและแร่ธาตุสำคัญต่อโครงสร้างของเส้นผม ช่วยให้ผมได้รับสารอาหาร ไม่เปราะบาง บรรเทาผมเสีย ลดการขาด หลุดร่วงของเส้นผม 

8. อาหารที่มีโปรตีนน้อย 

โปรตีนเป็นส่วนประกอบสำคัญของโครงสร้างเส้นผม โปรตีนช่วยกระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม เสริมสร้างเส้นผมให้ผมแข็งแรง ให้ผมมีสุขภาพดี เติบโตได้เต็มที่ หากร่างกายขาดโปรตีน หรือได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ จะทำให้เส้นผมอ่อนแอ เส้นผมเปราะ ขาดและร่วงได้ง่าย จนอาจทำให้ผมบาง หรือศีรษะล้านในที่สุด 

Food waste ขยะเศษอาหาร ปัญหาระดับโลกที่ควรได้รับการแก้ไขจากพวกเราทุกคน

จากหัวข้อถกเถียงร้อนแรงในสภา ที่มีประเด็นมาจากภาพเหตุการณ์สมาชิกผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวโยงกับอาหาร จนทำให้มีคำว่า Food waste ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาระดับโลกที่เราทุกคนควรให้ความตระหนักและร่วมมือกันอย่างเร่งด่วนจริง ๆ เพราะเราทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า ปัจจุบันโลกของเราแปรปรวนอย่างหนัก สภาพภูมิอากาศแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ล้วนมาจากผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่ได้รับจากน้ำมือมนุษย์นั่นเอง วันนี้ Justelounge จะมาชวนทำความรู้จัก Food waste คืออะไร และประชาชนคนตัวเล็ก ๆ อย่างเราจะช่วยลดขยะเศษอาหารได้อย่างไรบ้าง 

ขยะเศษอาหารคืออะไร 

ขยะอาหาร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Food waste คือ เศษอาหารที่เหลือจากการบริโภค หรือเหลือทิ้งจากส่วนปลายห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) ทั้งจากผู้ผลิต จัดจำหน่าย และผู้บริโภค

ขยะอาหารมีอะไรบ้าง 

ขยะอาหารมีทั้งในรูปแบบอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร ที่ไม่ควรนำมาบริโภคต่อ เพราะอาจเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยต่อสุขภาพได้ 

  • อาหารส่วนเกิน คือ อาหารที่มีมากจนเกินความต้องการ อาจซื้อมาตุนไว้มาเกินไป หรือซื้อซ้ำจนทานไม่ทัน ทานไม่หมด แล้วอาหารหมดอายุ หรือร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ที่ซื้อสต็อกของไว้มากเกินไป แล้วจำหน่ายไม่หมด ไม่ว่าจะเป็นอาหารสด หรืออาหารแห้ง รวมไปถึงอาหารบุฟเฟต์ที่ยังทานได้แต่เหลือ และอาหารที่ถูกคัดทิ้งเพราะช้ำจากการบรรจุไม่ดี หรือสินค้าเน่าเสียจากการขนส่งที่ล่าช้า
  • ขยะอาหาร คือ เศษอาหารที่เหลือจากการบริโภค ถูกคัดหรือตัดทิ้งก่อนปรุง เศษผัก เปลือกผลไม้ อาหารสำหรับตกแต่งจาน และอาหารเน่าเสียเพราะการจัดเก็บไม่ดี 

ปัญหาขยะอาหารเกิดจากอะไร 

การจัดการของผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า โรงงาน หรือองค์กรต่าง ๆ  พฤติกรรมการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย ขาดการวางแผนจัดการอาหารที่เหมาะสม การซื้ออาหารมากเกินความจำเป็น รวมไปถึงความสับสนต่อวันหมดอายุบนฉลากสินค้า ทำให้ทิ้งอาหารที่ยังทานได้ เช่น การสับสนสัญลักษณระหว่าง Best before , Best by (BB) ที่หมายถึง คุณภาพหรือคุณค่าทางโภชนาการอาหารจะลดลงหลังวันผ่านที่ระบุแจ้งบนฉลาก แต่ยังสามารถทานได้โดยไม่เป็นอันตราย กับ Expiry date คือ อาหารหมดอายุหลังจากวันที่ระบุไว้ ห้ามบริโภคเด็ดขาด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ซึ่งมักมีหลายคนทิ้งอาหารที่ยังไม่หมดอายุเพราะความเข้าใจผิด

ขยะอาหารส่งผลกระทบกับอะไรบ้าง 

การทิ้งขยะเศษอาหารที่มีจำนวนมหาศาลในปัจจุบัน คือ การทำลายและทิ้งขว้างทรัพยากรและพลังงานจากธรรมชาติ เพราะทุกกระบวนการผลิตสินค้าอาหารล้วนแต่มีต้นทุนมากมาย เช่น 

  • สูญเสียพื้นที่ป่าไม้และทรัพยากรสัตว์ป่า จากการถางพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกพืชในอุตสาหกรรม และการทำการเกษตร ฟาร์มสัตว์ ซึ่งพื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกนำไปใช้ผลิตอาหารโดยสูญเปล่าในแต่ละปี มีมากถึงร้อยละ 28 ทั่วโลก  
  • สูญเสียทรัพยากรน้ำ เพราะการเกษตรจำเป็นต้องใชน้ำในปริมาณมหาศาลในการเจริญเติบโตของพืชผักทุกชนิด เช่น ผักกาด 1 หัว ที่ต้องใช้น้ำเฉลี่ยมากกว่า 100 ลิตร ดังนั้น หากทิ้งผักกาดที่รูปร่างไม่สวยงาม เป็นการทิ้งน้ำไปโดยสูญเปล่ากว่า 100 ลิตร ซึ่งยังไม่รวมไปถึงปุ๋ยบำรุงและแรงงาน 
  • การปนเปื้อนของดิน แหล่งน้ำ และอากาศ จากการใช้สารเคมีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สารกำจัดศัตรูพืช 
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งในส่วนของการผลิต การแปรรูปอาหาร การเก็บรักษา บรรจุภัณฑ์ ตลอดไปจนถึงการขนส่ง ตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้บริโภคที่เป็นปลายทาง ล้วนแต่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 
  • ขยะอาหารที่ถูกทิ้งทั่วโลกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคคมนาคม หรือ ภาคการบินถึง 4 เท่า! 

ขยะอาหารกำจัดยังไงได้บ้าง

แยกขยะอินทรีย์ใส่ถุงต่างหาก ส่งต่อเทศบาล

เนื่องจากขยะอินทรีย์ คือ ขยะที่บูดเน่าเร็ว ย่อยสลายได้ง่าย และใช้เวลาย่อยสลายเร็วกว่าขยะประเภทอื่น ๆ ซึ่งกว่า 64% ของปริมาณขยะทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็นขยะอินทรีย์ เช่น เศษผัก เศษเนื้อสัตว์ เศษอาหารต่าง ๆ เปลือกผลไม้ เศษใบไม้ เป็นต้น 

การแยกขยะ ช่วยให้มีขยะรีไซเคิลเพิ่มขึ้น แต่ลดปริมาณขยะลง ลดการสิ้นเปลืองพลังงาน และลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพราะขยะไม่ถูกปนเปื้อนจากเศษอาหาร ทำให้ง่ายต่อการนำขยะไปกำจัดได้อย่างเหมาะสม เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่อีกด้วย 

เปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นอาหาร 

  • นำไปปลูกใหม่ : เศษผักบางชนิดสามารถนำส่วนที่เหลือ หรือส่วนที่เราไม่ใช้ไปปลูกใหม่ได้ เช่น โหระพา สะระแหน่ ตะไคร้ แมงลัก กระเทียม ขิง และอีกหลายชนิด โดยอาจใช้ในส่วนของต้น ใบ หรือกิ่ง นำไปเพาะชำ ปักลงดิน หรือแช่น้ำเพื่อให้รากงอกใหม่ก่อนนำไปลงดิน ให้งอกใหม่ วิธีนี้จะทำให้เรามีผักที่สะอาด สดใหม่ และปลอดสารพิษไว้บริโภค แถมยังช่วยประหยัดไปในตัว 
  • นำไปเลี้ยงสัตว์ :  ขยะเศษอาหารบางอย่างที่เรานำมาบริโภคต่อไม่ได้ แต่อาจนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ ซึ่งเศษอาหารเหลือจากการบริโภคของเราแต่ยังทานได้ เช่น ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว น้ำซุป เศษเนื้อสัตว์ เศษผัก ผลไม้ และควรเลือกให้เหมาะสมกับประเภทของสัตว์แต่ละชนิด เช่น เศษผักและผลไม้นำไปเลี้ยงไก่และเป็ด เศษเนื้อสัตว์ไม่ติดกระดูกนำไปให้สุนัข หรือเศษอาหารชิ้นเล็ก ๆ นำไปเลี้ยงปลา เป็นต้น 
  • นำไปใช้ประโยชน์ต่อ : เศษอาหารบางชนิดสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นต่อได้ เช่น กากกาแฟ นำไปใช้ทำความสะอาดวัสดุหรือพื้นผิว หรือนำไปใช้ดูดซับกลิ่นเหม็นอับในบริเวณต่าง ๆ หรือจะนำไปใช้สครับผิวก็ได้ผลดีเช่นกัน เปลือกไข่ใช้ผสมดินปลูกต้นไม้ หรือแยกน้ำมันที่ใช้แล้วจากการปรุงอาหารเทรวมกัน แล้วส่งต่อไปยังจุดที่ผลิตไบโอดีเซล เป็นต้น 
  • นำเศษอาหารไปทำปุ๋ย : แยกขยะอาหารที่มีความชื้นสูงออก เช่น น้ำแกง น้ำซุป น้ำผักผลไม้ เพื่อลดกลิ่นเหม็นเน่า จากนั้นหั่นเศษอาหารให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้การย่อยสลายเร็วขึ้น แล้วนำไปผสมกับเศษใบไม้ กิ่งไม้ ปุ๋ยคอกแห้ง กากกาแฟ (ให้ดูดความชื้น) และน้ำตาลหรือกากน้ำตาล เนื่องจากน้ำตาลเป็นอาหารของจุลินทรีย์ จะช่วยเร่งการย่อยสลายได้เร็วขึ้น คลุกให้เข้ากันจนแห้ง แล้วหมักทิ้งไว้ในภาชนะที่มีฝาปิด ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน จะได้ปุ๋ยบำรุงดินดินสำหรับปลูกต้นไม้ หรือถ้าต้องการน้ำหมักชีวภาพให้ใช้เศษผักหรือเปลือกผลไม้ผสมกับการน้ำตาลและน้ำ หมักทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป จะได้น้ำหมักชีวภาพไว้ใช้รดน้ำบำรุงต้นไม้ 

ใช้เครื่องย่อยเศษอาหารเปลี่ยนให้เป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้

เครื่องย่อยเศษอาหาร คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะช่วยทำการเปลี่ยนขยะเศษอาหารให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์อย่างรวดเร็ว จากการทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารแบบดั้งเดิม ที่ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรืออาจนานเป็นเดือน ๆ แต่เครื่องย่อยขยะอาหารนี้กลับใช้เวลาไม่เกิน 2 วัน! ช่วยกำจัดขยะอาหารให้ให้หมดไป แต่ได้ปุ๋ยออแกนิกจากขยะเศษอาหารฟรี ๆ ง่าย สะดวก รวดเร็ว แค่แยกน้ำออกไปทิ้งต่างหาก เทเฉพาะกากอาหารลงไปในเครื่อง กดปุ่มให้ทำงาน ก็เป็นอันเสร็จสรรพ ไม่มีกลิ่นเหม็นคอยรบกวนใจ หมดปัญหาเรื่องแมลงตอมถังขยะ ช่วยให้มีสุขอนามัยภายในบ้านที่ดี และยังช่วยลดการใช้ถุงขยะใส่เศษอาหาร ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลง ที่สำคัญ เครื่องย่อยขยะเศษอาหารได้ถูกออกแบบให้มีขนาดกระทัดรัด เพื่อให้สะดวกต่อการติดตั้งได้ทุกรูปแบบการอาศัย แม้จะเป็นห้องเช่า หรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัดก็ตาม เพียงเท่านี้ก็ได้ปุ๋ยคุณภาพดีบำรุงต้นไม้และพืชผัก แถมยังช่วยลดปริมาณขยะ ช่วยรักษ์โลกได้ง่าย ๆ จากที่บ้านคุณเอง 

6 ข้อดีของการเก็บทอง

ทำไมหลายคนเลือกที่จะซื้อทองเก็บไว้มากกว่าออมเงิน บางคนทั้งเก็บทองและออมเงิน หรือเลือกที่จะทำการลงทุนทองคำ 

ทำไมหลายคนเลือกที่จะซื้อทองเก็บไว้มากกว่าออมเงิน บางคนทั้งเก็บทองและออมเงิน หรือเลือกที่จะทำการลงทุนทองคำ 

Continue reading “6 ข้อดีของการเก็บทอง”

How to บ่มผิวแทนอย่างไรไม่ให้ UV ทำร้าย เสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง 

เข้าสู่หน้าร้อนเต็มตัว แสงแดดแรงเต็มเหนี่ยวเช่นกัน แต่หน้าร้อนแบบนี้ ผิวแทนบ่มแดดก็ต้องมาแล้วนะ เพราะ ทะเล สายลม แสงแดด และ ผิวสีแทนบ่มแดด เป็นของคู่กั๊น คู่กัน แต่ยิ่งนับวัน UV ในแสงแดดก็ยิ่งทวีความรุนแรง พร้อมจะประหัตประหารผิวสวย ๆ ให้หมองไหม้ ดำคล้ำ และยัดเยียดมะเร็งผิวหนังมาให้อีกต่างหาก ดังนั้นใครที่อยากมีผิวแทนสวยแซ่บแบบปลอดภัย เรามีวิธีบ่มผิวแทนอย่างไรให้ห่างไกลมะเร็งผิวหนังมาฝาก ให้เพื่อน ๆ ได้ไปอวดผิวสวยเว่อร์รับ Summer นี้กันค่ะ 

เลือกผลิตภัณฑ์กันแดดให้เพียงพอ

แดดเมืองไทยน่ะร้อนนนนน จนมีคนเปรียบเหมือนซ้อมอยู่นรกยังไงยังงั้น แถมเจ้าแดดตัวร้ายยังอัดแน่นไปด้วยยูวีตัวการก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง หวังจะได้ผิวแทนกลับได้ผิวเสีย อันนี้ไม่ไหวนะ ต้องใช้ตัวช่วยด้วยผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีคำว่า Broad spectrum คือ สามารถปกป้องผิวเราจากทั้ง UVA และ UVB ที่ก่อให้เกิดความหมองคล้ำ และริ้วรอยก่อนวัย ยิ่งไปกว่านั้นควรเลือกค่า SPF ให้เหมาะกับสถานที่และแรงของแดด เช่น ไปทะเล ควรเลือกครีมกันแดด SPF 50 ไปเลยค่ะ เพราะปัจจุบันแดดบ้านเราน่ะ ร้ายยยยย กว่าเมื่อก่อนมาก ค่า SPF ต่ำกว่า 50 อาจไม่เพียงพอไปเสียแล้ว แต่ถ้าเป็นที่กลางแดดโล่งแจ้งทั่วไป อาจเลือกครีมกันแดด SPF 30+ ขึ้นไป หรือ SPF 15+ เมื่ออยู่ในอาคารหรือหน้าจอคอม เป็นต้น 

เลือกเวลาอาบแดดให้เหมาะสม 

แสงแดดจะเริ่มร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงเวลา 10.00 – 15.00 น. การอาบแดดโดยไม่ทำร้ายผิว แถมยังได้วิตามินดีฟรี คือ ช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น. หรือไม่ควรเกิน 11.00 น. ยิ่งแดดทะเล ยิ่งมีความรุนแรงสูง สามารถแผดเผาผิวสวยให้เป็นผิวไหม้เสียได้ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการอาบแดดจากช่วงเวลาที่ส่งผลเสียต่อผิวดีกว่า 

ไม่โหมตากแดดเป็นระยะเวลานาน

ควรหมั่นพักในที่ร่มเป็นระยะ อย่าใช้เวลาในการตากแดดนานเกินไป โดยการตากแดดแต่ละครั้งประมาณ 15 – 30 นาที จากนั้นเข้าพักในที่ร่ม เพื่อได้พักผิวและสายตาจากความเข้มของรังสียูวี ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต้อกระจกตาจาก UV รวมไปถึงมะเร็งผิวหนังด้วยเช่นกัน 

ปกคลุมผิวจากแสงแดด 

เมื่อเข้าที่ร่มเพื่อพักจากการอาบแดด ควรหาผ้าปกคลุมหรือสวมใส่เสื้อผ้าปกปิดผิวด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้แผลถลอกหรือรอยไหม้จากการอาบแดดมีสีคล้ำมากขึ้น  

ตรวจสภาพผิวหลังอาบแดด 

เช็กสภาพผิวหลังจากอาบแดดทันที เพื่อตรวจสอบว่ามีผิวไหม้แดด หรือรอยถลอดตรงจุดไหนบ้าง และเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่อุดมไปด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ หรือเจลว่านหางจระเข้ เพื่อเป็นการปลอบประโลมผิว และป้องกันการพุพองหลังจากการอาบแดด และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลฮอล์ เพราะจะก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ 

ทานอาหารที่มีเป็นมิตรต่อแสงแดด 

เลือกทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ของไลโคปีน เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มการป้องกันแสงแดดได้ถึง 30-33% โดยเฉพาะผักผลไม้สีส้มและสีแดง เช่น มะเขือเทศ แครอท ส้ม หรือ ดาร์กช็อกโกแลตที่อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ ช่วยปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดเผาไหม้ รวมไปถึงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มี คาเฟอีน ช่วยลดความเสี่ยงจากมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน 

บริการห้องเก็บของให้เช่าปลอดภัยแค่ไหน? หากจะใช้บริการห้องเช่าเก็บของต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?

บริการเช่าห้องเก็บของถือว่าเป็นธุรกิจที่กำลังมาแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ด้วยความที่เป็นธุรกิจที่เหมาะสำหรับคนยุคใหม่ที่เริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองกันมากขึ้น พร้อมทั้งพื้นที่ที่อยู่อาศัยก็ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป ทำให้ธุรกิจประเภทห้องเช่าเก็บของหรือ Self-storage service เกิดการขายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจากสถิติพบว่า ผู้ใช้ห้องเช่าเก็บของประเภทบุคคลกินสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาขึ้น เมื่อเทียบกับผู้ใช้ประเภทธุรกิจถึง 60:40 (ผู้ใช้ประเภทบุคคล:ผู้ใช้ประเภทธุรกิจ) เลยทีเดียว

Continue readingบริการห้องเก็บของให้เช่าปลอดภัยแค่ไหน? หากจะใช้บริการห้องเช่าเก็บของต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?

ชี้พิกัดสถานที่ มู ให้ได้แฟนมาควงแขนคลายหนาว(ใจ) 

สำหรับคนโสดมานานและไม่นาน โสดแบบจุก ๆ ยิ่งลมหนาวเริ่มโชยมาแล้ว ยิ่งตอกย้ำให้หนาวววว (ใจ) เข้าอี๊ก แล้ว แฟนดี ๆ ก็ไม่ใช่สิ่งของที่จะหาซื้อกันได้ง่าย ๆ ตามตลาดนัด เล่นแอปฯ หาคู่ ปัดซ้าย ปัดขวา ก็ยังไม่โดนใจเสียที หรือเนื้อคู่เราจะยังไม่เกิด!!  

อย่าเพิ่งรีบกิน(ลูก)ท้อกันไปเลย เรามีพิกัดสถานที่ขอพรให้ได้คู่ มูเตลูให้ได้แฟน ที่เขาว่าดี ว่าเด็ด ขอแล้วเห็นผล ได้คนรักมาควงแขนแล้วนักต่อนัก ลองมาตั้งหลายวิธีแล้ว ก็มูกันไปเลยสิคะ ไม่เสียหาย เผลอ ๆ ได้แฟนทันหนาว ใครจะรู้ 

พระตรีมูรติ 

พระตรีมูรติ คือ มหาเทพที่ยิ่งใหญ่ที่รวมองค์เทพทั้ง 3 ได้แก่ พระพรหม พระวิษณุ และ พระศิวะ ทำให้องค์เทพ 3 เศียร คือ หน้าของเทพแต่ละองค์ เป็นมหาเทพที่มีพลังอำนาจสูง มีผู้คนให้ความศรัทธา ให้ความเคารพ และมักจะขอพรจากพระตรีมูรติ เพราะเชื่อว่าท่านจะประทานพรให้สมปรารถนาได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความรัก” เพราะทั้ง 3 เทพ มีพระชายาคู่ใจคอยอยู่เคียงข้างเสมอ จึงมีความเชื่อว่าหากขอพรเรื่องคู่ก็จะสมหวัง 

วันเวลาที่ควรบูชา : วันพฤหัสบดี เวลา 21.30 น. (เชื่อกันว่าเป็นเวลาที่มหาเทพเสด็จลงมารับคำอธิษฐาน) 

พิกัด : ลานหน้า Central World  และ แยกห้วยขวาง บริเวณศาลพระพิฆเนศ 

วิธีบูชาและของไหว้ : ธูปแดง 9 ดอก เทียนแดง ดอกกุหลาบแดง และผลไม้สีแดง  

ทริคการขอพรให้สมหวัง : คนโสด – เทียนแดง 1 เล่ม  , คนมีคู่ – เทียนแดง 2 เล่ม ประกบคู่กัน เพื่อให้ความรักแน่นแฟ้น มั่นคง ไม่พรากจากกัน 

บทสวดพระตรีมูรติ : สาธุ สาธุ สาธุ อุกาสะ ข้าแต่องค์พระตรีมูรติที่ยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้ากราบเบื้องบาทแด่องค์ท่านแล้ว พระองค์เคยประทานพรแด่ทวยเทพทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติชอบทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้าได้มากราบเบื้องบาทแด่พระองค์่านล้ว เพื่อขอพรจากพระองค์ซึ่งประทานไว้ ณ บัดนี้ (..อธิษฐานขอพร..)  เตสัง อัมหากัง พรใดอันประเสริฐจงมาบังเกิดแด่ข้าพเจ้า ตุมหากัง และจงบังเกิดแด่ผู้คุ้มครองข้าพเจ้า ฑีฆายุกา มหาเดชา มหาปัญญา มหาโภคา มหายะสา มหาลาภา ปัญจวีสติ ภยันตะ ทวัตติงสะ ฉันนะวุฒิติโรคัญจะ โสระสะ อุบัติ อันตรายยัญจะ อัยยัญติกะ อันตรายยัญจะ พาหิระ อันตรายยัญจะ วิระหิตะวา โหตุ ยาวะชีวัง พระวิสตีติ พระตรีมูรติ 

พระแม่ลักษณมี 

พระแม่ลักษมี คือ ชายาของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ เป็นเทวีที่ได้รับขนานนามว่าสิริโฉมงามที่สุด ขึ้นชื่อเรื่องความมั่นคงในรัก ความซื่อสัตย์ต่อพระสวามี เชื่อกันว่าหากบูชาพระแม่ลักษมี จะประสบความสำเร็จในความรัก อุดมไปด้วยโชคลาภ สมปรารถนาในความรัก การเงิน และการงาน  

วันเวลาที่ควรบูชา : วันศุกร์ 

พิกัด : 1.ชั้น 4 ตึกเกษรวิลเลจ (แยกราชประสงค์)  เปิดทำการ : ทุกวัน 10.00-18.00 น. 

          2.วัดพระศรีมหาอุมาเทวีหรือวัดแขก(สีลม) เปิดทำการ : จ-พฤ.และ ส.-อา.06.-20.00 / ศ.(21.00น.)

          3.วัดวิษณุ เขตยานนาวา  เปิดทำการ : 06.00-12.00 / 15.00-20.30 น. 

ทริคขอพรให้สมหวัง : ใส่เสื้อผ้าสีชมพู หรือเสื้อผ้าสีสดใส เพราะมีความเชื่อว่าพระแม่ลักษมีชอบสีชมพู

วิธีบูชาและของไหว้ : บูชาด้วยดอกบัวชมพู น้ำอ้อย น้ำเปล่า นม ผลไม้ 5 อย่าง กำยาน และ เครื่องหอม

ของห้ามถวาย : ห้ามถวายอาหารและเครื่องดื่มที่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ 

การบูชา : จุดธูป 9 ดอก ตั้งนะโม 3 จบ แล้วตามด้วยคาถาบทสวดูชาพระแม่ลักษมี บอกชื่อ-นามสกุลตน 

บทสวดพระแม่ลักษมี : โอม พระลักษมี อิตถีเทวะ เมตตัญจะ มหาลาโภ ทุติยัมปิ พระลักษมี อิตถีเทวะ มัตตัญจะ มหาลาโภ ตะติยัมปิ พระลักษมี อิตถีเทวะ เมตตัญจะ มหาลาโภ. 

หรือ  :  “โอม ศรี มหาลักษี เจ นะมะฮา” 

เคล็ดลับ : หากขอพรเรื่องเนื้อคู่ ให้อธิษฐานในใจว่า “ขอให้เจอเนื้อคู่มีบุญสัมพันธ์ คนที่มีศีลเสมอกัน หากยังไม่ถึงเวลาเจอเนื้อคู่ก็ขอให้พระแม่อวยชัยให้มีโชคลาภ ประสบความสำเร็จในการงานและการเงิน”  และเมื่อทำการสวดบูชาและขอพรเรียบร้อยแล้ว ให้เดินออกอีกทางที่ผ่านหน้าพระแม่ลักษมี เพื่อให้ท่านได้เห็นเรา และตอบรับคำอธิษฐานขอพรจากเราทุกประการ ไม่ควรเดินกลับทางเดิมที่เข้ามาเด็ดขาด 

พระแม่อุมาเทวี 

พระแม่อุมาเทวี หรือ พระศรีมหาอุมาเทวี คือ ชายาของพระศิวะ และ เป็นมารดาของพระพิฆเนศ (เทพแห่งความสำเร็จ) ถือเป็นมารดาของทุกสรรพสิ่ง และเป็นเทพเจ้าแห่งความเมตตา มีความเชื่อกันว่า พระอุมาเทวียิ่งใหญ่เหนือ พระพรหม พระวิษณุ และ พระศิวะ ผู้คนมักจะบูชาและขอพรเรื่องการงาน ความรัก ครอบครัว และ ขอบุตร 

พิกัด : วัดแขก (สีลม) หรือ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี 

เปิดทำการ : จันทร์ – พฤหัสบดี และ เสาร์ – อาทิตย์  เวลา 06.00 – 20.00 น. และ ศุกร์ 06.00 – 21.00 น. 

ของบูชาและของไหว้ : น้ำเปล่า น้ำแดง น้ำอ้อย นม ขนม (รสหอมมัน) กำยาน และ เครื่องหอมต่าง ๆ 

ของห้ามถวาย : ห้ามอาหารและเครื่องดื่มที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนผสม 

วิธีบูชา : ธูป 9 ดอก (ใช้ 39 ดอก สำหรับการบน และ 16 ดอก สำหรับการบวงสรวง) เริ่มจากสวดบูชาพระพิฆเนศ ( 3 ครั้ง ) 

บทสวดพระพิฆเนศ : โอม ศรี คเณศายะ นะมะฮา (3 ครั้ง) 

แล้วตามด้วยบทสวดพระแม่อุมาเทวี 

บทสวดพระแม่อุมาเทวี : โอม เจ มาตา ดี โอม ชยะ มาตา ดี โอม ไชย มาตา ดี โอม ชยะ ศรี ปารวตี มาตา โอม ไจ มาตา ปารวตี โอม มหาอุมาเทวี นมัส โอม มหาศักติ ปารวตี มาตา โอม ศรี มหาอุมาเทวี นะมะฮา โอม ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา เจ นะมะฮา โอม ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา ปิยัง มะมะ ทุติ ยัมปิ ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา ปิยัง มะมะ ตะติยัมปิ ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา ปิยัง มะมะ.

อย่างไรก็ตาม การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ การมูเตลูเสริมดวง เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจเท่านั้น ไม่ควรงมงาย แต่ควรพฤติตนให้อยู่ในศีล มีจริยธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มีเมตตาจิตอยู่เนืองนิตย์ เพื่อมีความดีคอยนำทางคนดี ๆ มีศีล มีธรรมเหมือนกันเข้ามาในชีวิต หรือนำทางให้ได้ไปพบเจอคนดีในเวลาที่เหมาะสม