ไซยาไนด์อันตรายถึงชีวิต ต้องช่วยเหลือด่วน!

บทความนี้เราจะมารู้จักอาการเมื่อได้รับสารพิษไซยาไนด์ (Cyanide) เพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้ทันท่วงที อาจเป็นคนรอบข้างหรือแม้แต่ตัวเราเอง 

ไซยาไนด์อันตรายอย่างไร 

ไซยาไนด์ คือ สารพิษที่ประกอบไปด้วยก๊าซไฮโดรเจน ไซยาไนด์ , โซเดียม ไซยาไนด์ และ โพแทสเซียม ไซยาไนด์ ซึ่งเกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติในพืชบางชนิด เช่น มันสำปะหลัง หน่อไม้ ถั่วต่าง ๆ และจากการเผาไหม้ เช่น ท่อไอเสียรถ เป็นต้น สามารถการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้ทั้งในอากาศ น้ำ ดิน และ อาหาร ซึ่งการรับสารพิษตัวนี้เข้าสู่ร่างกายมีทั้งการสูดดม ซึมผ่านทางผิวหนัง ทางเยื่อบุ เช่น ดวงตา และ การกิน 

เมื่อสาร Cyanide เข้าสู่ร่างกาย ฤทธิ์ของไซยาไนด์จะไปยับยั้งการทำงานของเซลล์ในร่างกาย และยังไปจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงแทนที่ออกซิเจน ส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจน ระบบกลไกทุกส่วนจึงหยุดการทำงานแบบฉับพลัน คนที่ได้รับไซยาไนด์จึงมีลักษณะเหมือนคนขาดอากาศหายใจตาย 

นอกจากนี้ ไซยาไนด์ยังไปกระตุ้นสาร nmda ในสมอง (สารสื่อประสาทในสมอง) ยับยั้งการสร้างกาบา และสารอื่น ๆ ในสมอง ทำให้เกิดภาพหลอน มึนงง ปวดศีรษะ หรือมีอาการบ้านหมุนฉับพลัน อาจชัก หมดสติ และเสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายใน 10 นาที ดังนั้น การช่วยเหลือภายในช่วง 10 นาทีนี้จึงสำคัญต่อการรักษาผู้ป่วยเป็นอย่างมาก  

อาการของผู้รับสารไซยาไนด์ 

ปวดศีรษะ หน้าแดง ร่างกายอ่อนแรง รู้สึกสับสน แน่นหน้าอก หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ลมหายใจมีกลิ่นคล้ายอัลมอนด์ ใจสั่น หมดสติ หรือถ้ามีการสัมผัสสารไซยาไนด์ผ่านทางผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นมีรอยแดงหรือเป็นสีชมพูเข้ม 

ปัจจัยที่ทำให้เราได้รับสารไซยาไนด์ 

การได้รับสารพิษไซยาไนด์อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้ 

  • การสูดดมหรือหายใจเอาควันที่มีการเผาไหม้วัตถุต่าง ๆ เช่น พลาสติก ยาง ผ้าบางประเภท 
  • ทำงานในกระบวนการที่มีการใช้ไซยาไนด์เป็นส่วนประกอบ เช่น ผลิตสารเคมี โรงงานอุตสาหกรรมชุบโลหะ เครื่องเงิน โรงงานพลาสติก การวิจัยสารเคมี การทำเหมืองแร่ ยาฆ่าแมลง ย่อมเสี่ยงต่อการหายใจ สูดดม หรือสัมผัส สารพิษไซยาไนด์เข้าสู่ร่างกาย 
  • ได้รับจากอุปกรณ์เครื่องใช้ประจำวันที่เมื่อเผลอกลืนกินเข้าไป จะเปลี่ยนให้กลายเป็นไซยาไนด์ เช่น น้ำยาล้างเล็บ น้ำยาทำความสะอาด เป็นต้น 
  • ควันบุหรี่ เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้คนได้รับสารไซยาไนด์ เนื่องจากในบุหรี่จะมี cyanide ค่อนข้างมาก และพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่จะมีไซยาไนด์ในกระแสเลือดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบ 2.5 เท่า 
  • พืชบางชนิด เช่น เมล็ดและเปลือกในแอพริคอต พลัม พีช แพร์ แอปเปิล หากกินพืชเหล่านี้จำนวนมากเป็นเวลานาน ๆ จึงจะมีการสะสมและก่อให้เกิดอันตราย แต่สำหรับ หน่อไม้ มันสำปะหลัง ควรทานเมื่อสุกแล้ว 

เนื่องจากไซยาไนด์สามารถฆ่าคนตายได้ภายในเวลารวดเร็ว โดยเฉพาะหากกินไซยาไนด์เข้าไปในขณะที่ท้องว่าง พิษของไซยาไนด์ออกฤทธิ์และมีผลต่อร่างกายในเพียงไม่กี่นาที แต่ถ้ามีอาการอยู่เต็มกระเพาะจะช่วยหน่วงเวลาได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้าเผลอสูดเอาไฮโดรเจนไซยาไนด์จำนวนมากเข้าไป จะเสียชีวิตภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น จึงควรให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเพื่อยื้อชีวิตคนป่วยให้ได้มากที่สุด 

การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับสารไซยาไนด์ 

  • กรณีสัมผัสไซยาไนด์ ให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาด
  • กรณีกินไซยาไนด์เข้าไป อย่าทำให้อาเจียน 
  • กรณีสูดดมก๊าซ หรือมีก๊าซรั่วไหล รีบนำตัวผู้ป่วยออกจากสถานที่มีก๊าซให้เร็วที่สุด 
  • กรณีผู้ป่วยหมดสติ ห้ามผายปอดเด็ดขาด   
  • รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ข้อนี้สำคัญมาก 

ทุกกรณี ผู้ที่ให้การช่วยเหลือ อย่าผายปอด หรือทำการใด ๆ ที่จะทำให้สูดลมหายใจผู้ป่วยเข้าสู่ร่างกายตนเองเด็ดขาด และควรสวมถุงมือเพื่อป้องกันไม่ให้สัมผัสโดนไซยาไนด์จากตัวผู้ป่วยโดยตรง 

สังเกตอย่างไร แบบไหนคือ “อาการตาแดงโควิด” 

การกลับมาระบาดของโรคโควิด-19 หลังสงกรานต์ 2566 ซึ่งเป็นสายพันธ์ุ XBB.1.16  หรือ โควิดอาร์คทูรัส (Arcturus) เป็นสายพันธุ์ย่อยแยกมาจากโอไมครอน ที่กำลังออกอาละวาดกว่า 22 ประเทศ ทั้งออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ หรือ อินเดีย จนทำให้มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงผู้ป่วยใหม่ในไทยที่เพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า โดยมีผู้ป่วยที่ต้องสวมท่อหายใจ และมีผู้เสียชีวิตแล้วจากอาการโควิดสายพันธุ์ดังกล่าว 

เราสามารถสังเกตอาการโควิดอร์คทูรัส คือ “อาการตาแดง” ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน ต่างจากการระบาดทุกรอบที่ผ่านมา แต่อาการตาแดงเกิดขึ้นจากหลายเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ฝุ่น pm 2.5 ภูมิแพ้ การเล่นน้ำที่ไม่สะอาด ผงแป้ง หรือสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ เข้าตา แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ตาแดงแบบไหนคืออาการตาแดงโควิด หรือ เป็นตาแดงจากสาเหตุอื่น ๆ เรามีข้อเปรียบเทียบมาให้เพื่อน ๆ นักอ่าน ได้นำไปใช้เป็นข้อสังเกต ดังต่อไปนี้ค่ะ 

https://www.aao.org/

ลักษณะอาการตาแดงโควิด 

  • เยื่อบุตาอักเสบ 
  • ระคายเคืองตา 
  • คันตา
  • ตาบวม แดง 
  • ตาแฉะ มีขี้ตา 
  • ตาสู้แสงไม่ได้ 
  • น้ำตาไหล 

นอกจากนี้ยังมีอาการโควิดอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เจ็บคอ คันคอ ระคายเคืองในลำคอ คัดจมูก ไอ มีไข้สูง เป็นหวัด ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ลิ้นไม่รับรส จมูกไม่ได้กลิ่น ไม่สบายท้อง  

https://www.seriousreaders.com/

ลักษณะอาการตาแดงจากภูมิแพ้ 

อาการตาแดงจากภูมิแพ้จะคล้ายกับอาการตาแดงโควิด แต่จะมีข้อแตกต่างด้วยเช่นกัน 

  • คันตา 
  • ระคายเคืองตา 
  • แสบตา 
  • น้ำตาไหล 
  • ตาแดง 
  • มีขี้ตา 
  • เปลือกตาบวม แดง หรือ อักเสบ 
  • รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมใต้เปลือกตา 

สาเหตุอาการตาแดงจากภูมิแพ้ เกิดจากการถูกปัจจัยต่าง ๆ กระตุ้น ก่อให้เกิดการอักเสบ ระคายเคือง หรือแพ้ เช่น อาหารทะเล ธัญพืช เนื้อสัตว์ นม ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ สภาพอากาศ สารเคมี เครื่องสำอาง น้ำหอม เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา รวมไปถึง อาการโรคประจำตัวดั้งเดิมกำเริบ เช่น โรคหอบหืด โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคจมูกอักเสบ หรือ โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น 

ลักษณะอาการโรคตาแดง 

  • ตาแดง 
  • หนังตาบวม 
  • ระคายเคืองตา 
  • น้ำตาไหล 
  • มีขี้ตา
  • เจ็บคอ 
  • อ่อนเพลีย
  • (อาจ) มีไข้
  • (อาจ) มีเลือดออกที่ตาขาว
  • ต่อมน้ำเหลืองที่หน้า หรือ ใบหูโต กดแล้วเจ็บ 
  • มักจะเริ่มเป็นที่ตาข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงค่อยลามไปอีกข้าง 
  • มักจะติดต่อไปยังคนรอบข้าง หรือ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด 

นอกจากนี้ โรคตาแดง มักจะพบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน โดยสวนใหญ่มักเกิดการระบาดในชุมชนที่อาศัยกันแออัด หรือมีผู้คนอยู่ร่วมกันจำนวนมาก เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก สระว่ายน้ำ ที่ทำงาน ซึ่งโรคตาแดงสามารถพบได้ในทุกวัย แต่จะพบมากในเด็ก เนื่องจากเป็นวัยที่ขาดความระวังและการป้องกันตนเอง และความรุนแรงโรคตาแดงมีไม่มาก สามารถหายได้เอง 

จากข้อเปรียบเทียบที่เราได้นำมาฝากนี้ แม้ว่าลักษณะอาการตาแดงจะมีความคล้ายกันหลายอย่าง แต่ก็มีบางอย่างที่แตกต่างกัน ซึ่งนำไปสังเกตและเฝ้าระวัง พร้อมกับดูแลตัวเอง เมื่อเริ่มรู้สึกระคายเคืองตา ตาแดงผิดปกติ ให้รีบสังเกตว่าตรงกับลักษณะอาการตาแดงแบบไหนกันแน่ หรือรีบไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจวินิจฉัย จะได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที ก่อนที่จะสายเกินไปดีกว่าค่ะ 

How to บ่มผิวแทนอย่างไรไม่ให้ UV ทำร้าย เสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง 

เข้าสู่หน้าร้อนเต็มตัว แสงแดดแรงเต็มเหนี่ยวเช่นกัน แต่หน้าร้อนแบบนี้ ผิวแทนบ่มแดดก็ต้องมาแล้วนะ เพราะ ทะเล สายลม แสงแดด และ ผิวสีแทนบ่มแดด เป็นของคู่กั๊น คู่กัน แต่ยิ่งนับวัน UV ในแสงแดดก็ยิ่งทวีความรุนแรง พร้อมจะประหัตประหารผิวสวย ๆ ให้หมองไหม้ ดำคล้ำ และยัดเยียดมะเร็งผิวหนังมาให้อีกต่างหาก ดังนั้นใครที่อยากมีผิวแทนสวยแซ่บแบบปลอดภัย เรามีวิธีบ่มผิวแทนอย่างไรให้ห่างไกลมะเร็งผิวหนังมาฝาก ให้เพื่อน ๆ ได้ไปอวดผิวสวยเว่อร์รับ Summer นี้กันค่ะ 

เลือกผลิตภัณฑ์กันแดดให้เพียงพอ

แดดเมืองไทยน่ะร้อนนนนน จนมีคนเปรียบเหมือนซ้อมอยู่นรกยังไงยังงั้น แถมเจ้าแดดตัวร้ายยังอัดแน่นไปด้วยยูวีตัวการก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง หวังจะได้ผิวแทนกลับได้ผิวเสีย อันนี้ไม่ไหวนะ ต้องใช้ตัวช่วยด้วยผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีคำว่า Broad spectrum คือ สามารถปกป้องผิวเราจากทั้ง UVA และ UVB ที่ก่อให้เกิดความหมองคล้ำ และริ้วรอยก่อนวัย ยิ่งไปกว่านั้นควรเลือกค่า SPF ให้เหมาะกับสถานที่และแรงของแดด เช่น ไปทะเล ควรเลือกครีมกันแดด SPF 50 ไปเลยค่ะ เพราะปัจจุบันแดดบ้านเราน่ะ ร้ายยยยย กว่าเมื่อก่อนมาก ค่า SPF ต่ำกว่า 50 อาจไม่เพียงพอไปเสียแล้ว แต่ถ้าเป็นที่กลางแดดโล่งแจ้งทั่วไป อาจเลือกครีมกันแดด SPF 30+ ขึ้นไป หรือ SPF 15+ เมื่ออยู่ในอาคารหรือหน้าจอคอม เป็นต้น 

เลือกเวลาอาบแดดให้เหมาะสม 

แสงแดดจะเริ่มร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงเวลา 10.00 – 15.00 น. การอาบแดดโดยไม่ทำร้ายผิว แถมยังได้วิตามินดีฟรี คือ ช่วงเวลา 07.00 – 09.00 น. หรือไม่ควรเกิน 11.00 น. ยิ่งแดดทะเล ยิ่งมีความรุนแรงสูง สามารถแผดเผาผิวสวยให้เป็นผิวไหม้เสียได้ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการอาบแดดจากช่วงเวลาที่ส่งผลเสียต่อผิวดีกว่า 

ไม่โหมตากแดดเป็นระยะเวลานาน

ควรหมั่นพักในที่ร่มเป็นระยะ อย่าใช้เวลาในการตากแดดนานเกินไป โดยการตากแดดแต่ละครั้งประมาณ 15 – 30 นาที จากนั้นเข้าพักในที่ร่ม เพื่อได้พักผิวและสายตาจากความเข้มของรังสียูวี ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต้อกระจกตาจาก UV รวมไปถึงมะเร็งผิวหนังด้วยเช่นกัน 

ปกคลุมผิวจากแสงแดด 

เมื่อเข้าที่ร่มเพื่อพักจากการอาบแดด ควรหาผ้าปกคลุมหรือสวมใส่เสื้อผ้าปกปิดผิวด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้แผลถลอกหรือรอยไหม้จากการอาบแดดมีสีคล้ำมากขึ้น  

ตรวจสภาพผิวหลังอาบแดด 

เช็กสภาพผิวหลังจากอาบแดดทันที เพื่อตรวจสอบว่ามีผิวไหม้แดด หรือรอยถลอดตรงจุดไหนบ้าง และเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่อุดมไปด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ หรือเจลว่านหางจระเข้ เพื่อเป็นการปลอบประโลมผิว และป้องกันการพุพองหลังจากการอาบแดด และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลฮอล์ เพราะจะก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้ 

ทานอาหารที่มีเป็นมิตรต่อแสงแดด 

เลือกทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ของไลโคปีน เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มการป้องกันแสงแดดได้ถึง 30-33% โดยเฉพาะผักผลไม้สีส้มและสีแดง เช่น มะเขือเทศ แครอท ส้ม หรือ ดาร์กช็อกโกแลตที่อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ ช่วยปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดเผาไหม้ รวมไปถึงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มี คาเฟอีน ช่วยลดความเสี่ยงจากมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน 

ฉลองวันลูกหมาแห่งชาติ กับทริคการเลี้ยงลูกสุนัขที่ทาสหมามือใหม่ต้องรู้

ใครเป็นทาสหมาและใจละลายทุกครั้งที่ได้เห็นเจ้าต้าวสี่ขาตัวน้อยกันบ้างคะ รู้ไหมเอ่ย วันที่ 23 มีนาคม ของทุกปี คือ วันลูกหมาแห่งชาติ หรือ National Puppy Day 

Continue reading “ฉลองวันลูกหมาแห่งชาติ กับทริคการเลี้ยงลูกสุนัขที่ทาสหมามือใหม่ต้องรู้”

บทสวดเจ้าแม่กวนอิม กวงสีอิมผ่อสัก 

สำหรับใครที่ต้องการจะไปไหว้สักการะบูชาพระแม่กวนอิม เนื่องในวันคล้ายวันประสูติเจ้าแม่กวนอิม แต่มีภาระหน้าที่และต้องทำงาน ทำให้ไม่สะดวกเดินทางไปไหนในช่วงนี้ แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคที่จะขัดขวางแรงศรัทธาที่มีต่อพระแม่กวนอิมได้ วันนี้เราจึงมาชวนทุกคนถือศีล งดเนื้อสัตว์ ปฏิบัติธรรม และสวดมนต์ภาวนาเพื่อให้ใจเป็นกุศลในวันเกิดเจ้าแม่กวนอิม และเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตกันค่ะ โดยทางเราได้มีบทสวดพระแม่กวนอิมที่สามารถสวดบูชาเจ้าแม่กวนอิมอยู่ที่ห้องได้ทุกวันและทุกเทศกาลค่ะ 

วิธีไหว้บูชาเจ้าแม่กวนอิม 

เตรียมของไหว้ถวายเจ้าแม่กวนอิม มีดังนี้ 

  • น้ำชาจีน 1 ถ้วย 
  • ผลไม้ 2 สิ่ง (งด ละมุด พุทรา มังคุด) 
  • ดอกบัว 5 ดอก 
  • ธูป 5 ก้าน (มีหรือไม่มีก็ได้) 

สำหรับบทสวดมนต์เจ้าแม่กวนอิม หรือคาถาบูชาเจ้าแม่กวนอิมมีหลายฉบับ และเนื่องจากพระแม่กวนอิมเป็นที่เคารพอย่างมากทั้งในคนจีน คนไต้หวัน คนฮ่องกง รวมถึงคนไทย ทำให้บทสวดมนต์มีความหลากหลายในสำเนียงและภาษา ทั้งในแบบฉบับบทสวดเจ้าแม่กวนอิมธิเบต บทสวดเจ้าแม่กวนอิมภาษาจีน บทสวดเจ้าแม่กวนอิมเสียงผู้หญิง เสียงผู้ชาย รวมไปถึงบทสวดมนต์เจ้าแม่กวนอิมเสียงเด็กที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยในช่วงเทศกาลกินเจค่ะ  แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถสวดมนต์บทไหนก็ได้ตามที่ชื่นชอบ หรืออาจเลือกคาถาบูชาเจ้าแม่กวนอิมแบบย่อในช่วงที่เร่งรีบ หรือเพื่อท่องสวดง่าย ๆ ในเวลาช่วงทำงานก็ได้ค่ะ 

บทสวดเจ้าแม่กวนอิมแบบย่อ 

นำโม กวนซีอิม ผ่อสัก 

นำโม กวนซีอิม ผ่อสัก 

นำโม กวนซีอิม ผ่อสัก 

บทสวดเจ้าแม่กวนอิม นำโมไต๋ชื้อ

นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่งง กวงไต่เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ) 

นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่งง กวงไต่เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ) 

นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่งง กวงไต่เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ) 

นำโมฮุก นำโมหวบ นำโมเจ็ง นำโมกิวโคว่ กิวหลั่ง กวงสี่อิมผู่สัก ทั่งจี้โต โอม เกียล้อฮวดโต เกียล้อฮวดโต เกียออฮวดโต ล้อเกียฮวดโต ล้อเกียฮวดโต ซาผ่อออ เทียงล้อซิ้ง ตี่ล้อซิ้ง นั้งลี่หลั่ง หลั่งลี่ซิ้ง เจ็กเฉียก ใจเอียงห่วยอุ่ยติ้ง นำโมม่อออปวกเยี่ยปอล้อบิ๊ก 

คำแปล บทสวดเจ้าแม่กวนอิม ภาษาไทย 

ข้าพเจ้าขอนบน้อมแด่พระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ พระผู้เปี่ยมล้นด้วยพระมหาเมตตา พระมหากรุณอันยิ่งใหญ่ไพศาล ขอได้โปรดบำบัดทุกข์โศก โรคภัยอันตรายทั้งปวงให้หมดสิ้นไป ขอความสุขสมปรารานาทุกประการ จงมีแต่ข้าพเจ้า ขอเทพเจ้าเบื้องบน และเทพเจ้าเบื้องล่างทั้งหมด ได้โปรดปัดเป่า ให้เวรกรรมและสรรพเคราะห์ทั้งมวลจงหมดสิ้นไป 

บทสวดเจ้าแม่กวนอิม มหากรุณาธารณีสูตร

โชยชิ่ว โชยงั่ง บ่อไหง๋ ไต่ปุยซิมทอลอ นีจิ่ว (3 จบ) 

ปึงซือออนีทอ ยูไล้ (3 จบ ) 

นำมอ ฮอลาตัน นอตอลา เหย่ เย 

นำมอ ออลีเย ผ่อลูกิดตีวอปอลาเย 

ผู่ทีสัตตอพอเย หม่อฮอลสัตตอพอเย 

หม่อ ฮอเกียลูนี เกียเยงัน สัตพันลาฮัวอี 

ซูตัน นอตันเซ 

นำมอ สิดกิด ลีตออีหม่งออลีเย 

ผ่อลูกิด ตีสิด ฮูลาเลงถ่อพอ 

นำมอ นอลา กินซี 

ซีลี หม่อฮอพันตอซาเม 

สะพอ ออทอ เตาซีพง 

ออซีเย็น สะพอ สะตอ นอมอ พอสะตอ 

นอมอ พอเค มอฮัว เตอเตา 

ตันจิต ทองัน ออพอ ลูซี 

ลูกเกียตี เกียลอดี อีซีลี 

หม่อฮอ ผู่ทีสัตตอ สัตพอ สัตพอ 

มอลา มอลา มอซี มอซี ลีทอยิน 

กีลูกีลูกิดมง ตูลู ตูลู ฟาเซเยตี 

หม่อ ฮอฮัว เซเยตี ทอลา ทอลา 

ตีลีนี สิด ฮูลาเย เจลา เจลา มอมอ ฮัวมอลา หมกตีลี 

อีซี อีซี สิดนอ สิดนอ ออลาซัน ฮูลาเซลี 

ฮัวซอ ฮัวซัน ฮูลา เซเย 

ฮูลู ฮูลู มอลา ฮูลู ฮูลู ซีลี ซอลา ซอลา 

สิดลี สิดลี ซูลู ซูลู ผู่ถี่เย ผู่ถี่เย ผู่ถ่อเย ผู่ถ่อเย 

มีตีลีเย นอลา กินซี ตีลีสิด นีนอ 

ผ่อเย มอนอ ซอผ่อฮอ สิดถ่อเย วอผ่อฮอ 

หม่อฮอ สิดถ่อเย ซ่อผ่อฮอ สิดทอยีอี

สิดพันลาเย ซอผ่อฮอ นอลากินซี ซอผ่อฮอ 

มอลานอลา วอผ่อฮอ สิดลาเซง ออหมกเคเย 

ซอผ่อฮอ ซอผ่อหม่อฮอ ออสิดถ่อเย วอผ่ฮอ 

เจกิดลา ออสิดถ่อเย วอผ่อฮอ ปอทอมอกิดสิดถ่อเย 

ซอผ่ฮอ นอลากินซี พันเคลาเย ซอผ่อฮอ 

มอนอลี เซงกิดลาเย ซอผ่อฮอ 

นำมอห่อลาตัน นอตอลาเยเย 

นำมอออลีเย ผ่อลูกิตตี ชอพันลาเย ซอผ่อฮอ 

งันสิดดินตู่ มันตอลา ปัตถ่อเย วอผ่อฮอ 

อานิสงส์จากการสวดบทสวดมนต์เจ้าแม่กวนอิม 

การหมั่นสวดมนต์บูชาเจ้าแม่กวนอิมที่บ้าน นอกจากจะช่วยให้รู้สึกสงบและผ่อนคลายแล้ว ยังช่วยในเรื่องของความเป็นสิริมงคลให้กับผู้สวดและคนในบ้าน ช่วยปัดเป่าความทุกข์ โรคภัยไข้เจ็บ และขับไล่ความอัปมงคลทั้งหลายให้ออกไปจากชีวิต หากท่านใดมีปัญหาติดขัดเรื่องงาน การเงิน ความรัก หรือต้องการขอพรโชคลาภ เชื่อกันว่าหากหมั่นสวดมนต์ภาวนาและตั้งจิตอธิษฐานขอพรอย่างแน่วแน่ ก็จะประสบสำเร็จผลได้ตามมุ่งหวังค่ะ 

บริการห้องเก็บของให้เช่าปลอดภัยแค่ไหน? หากจะใช้บริการห้องเช่าเก็บของต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?

บริการเช่าห้องเก็บของถือว่าเป็นธุรกิจที่กำลังมาแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ด้วยความที่เป็นธุรกิจที่เหมาะสำหรับคนยุคใหม่ที่เริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองกันมากขึ้น พร้อมทั้งพื้นที่ที่อยู่อาศัยก็ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป ทำให้ธุรกิจประเภทห้องเช่าเก็บของหรือ Self-storage service เกิดการขายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจากสถิติพบว่า ผู้ใช้ห้องเช่าเก็บของประเภทบุคคลกินสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาขึ้น เมื่อเทียบกับผู้ใช้ประเภทธุรกิจถึง 60:40 (ผู้ใช้ประเภทบุคคล:ผู้ใช้ประเภทธุรกิจ) เลยทีเดียว

Continue readingบริการห้องเก็บของให้เช่าปลอดภัยแค่ไหน? หากจะใช้บริการห้องเช่าเก็บของต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์กอันตรายแค่ไหน ทำไมทั่วโลกจับตามองและเฝ้าระวัง 

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตามองและยกระดับให้ โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก (Marburg birus disease) เป็นโรคอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง หลังจากที่พบมีการระบาดในประเทศอิเควทอเรียลกินี (Equatorial Guinea) โดยมีผู้ติดเชื้อหลายรายและมีผู้เสียชวิตจากโรคนี้ไปแล้วกว่า 9 ราย ในขณะนี้ แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นโรคที่พบเป็นครั้งแรก เพราะ WHO เคยได้ออกมายืนยันถึงการระบาดของไวรัสมาร์บวร์กในกานาครั้งแรกจนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 2 ราย และมีผู้ติดเชื้อกว่า 100 รายที่ต้องทำการกักตัวเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ เมื่อช่วงกรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา 

ภาพจาก : https://www.medpagetoday.com/

การระบาดของเชื้อไวรัสมาร์บวร์กขยายเป็นวงกว้าง จากประเทศกานา สู่ อิเควทอเรียลกินี เพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อและยอดผู้เสียชีวิติมากขึ้น กลายเป็นโรคติดต่ออันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่กระจายได้เร็ว ติดต่อกันได้ง่าย เมื่อติดเชื้อจะมีอาการรุนแรง และ 90 % ของผู้ติดเชื้อจะเสียชีวิตภายในเวลา 7 วัน!

เราจะมาทำความรู้จักกับโรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก การติดต่อของโรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก สาเหตุเกิดจากอะไร การรักษา และวิธีป้องกันตนจากโรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์กต้องทำอย่างไร เพื่อลดการระบาดของเชื้อโรคไม่ให้แผ่ขยายวงกว้างจนส่งผลกระทบกับระบบชีวิตและเศรษฐกิจโลกเหมือนตอนเกิดการระบาดโรคโควิด-19 

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์กคืออะไร

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก คือ ไวรัสตระกูล ฟิโลไวริเดอี (Filoviridae) ชนิดเดียวกับไวรัสอีโบลา (Ebola) ที่ก่อให้เกิดไข้เลือดออกรุนแรงในมนุษย์ และติดต่อแพร่ระบาดได้ง่าย (Hihhly infectious) 

เชื้อไวรัสมาร์บวร์กถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อไร

แม้ว่าตามข้อมูล จะพบการระบาดของโรคจนทำให้มีผู้เสียชีวิตในกานาครั้งแรกเมื่อปลายปี 2022 แต่เชื้อไวรัสมาร์บวร์กกลับถูกพบครั้งแรกในปี 1967 จากการติดเชื้อในห้องทดลองเมืองมาร์บวร์ก ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ได้รับเชื้อจากลิงเขียวที่นำเข้าจากยูกันดาเพื่อใช้ในการวิจัยสำหรับทดลองการผลิตวัคซีนโปลิโอ เชื้อได้แพร่ระบาดในกลุ่มพนักงาน และหลุดรอดออกจากห้องปฏิบัติการจนระบาดทั่วเมืองมาร์บวร์กและแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และ เมืองหลวงของเซอร์เบีย อย่าง เบลเกรด จึงเป็นที่มาของชื่อไวรัสมาร์บวร์ก ต่อมามีการพบการระบาดในคองโก เคนยา ซิมบับเว ยูกันดา แองโกลา และกินี และอีกกรณีหนึ่งที่มีหญิงสาวได้รับเชื้อนี้หลังจากเดินทางไปเที่ยวชมถ้ำงูไพธอนในป่ามารามากามโบ (Maramagambo) ในประเทศยูกันดา เมื่อปี 2008 

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก สาเหตุเกิดจากอะไร 

ไวรัสมาร์บวร์กและไวรัสอื่น ๆ ที่อยู่ในตระกูล Filoviruse มีสัตว์เลือดอุ่นเป็นพาหะ เช่น ค้างคาว ลิง ลิงไม่มีหาง (Apes) โดยเฉพาะ ค้างคาวผลไม้อียิปต์ (Rousettus Aegyptiacus) สาเหตุที่ทำให้มีแพร่กระจายของเชื้อโรคในสัตว์สู่การระบาดโรคในมนุษย์ เกิดจากมนุษย์สัมผัสโดยตรงกับตัวสัตว์พาหะ หรือถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์เหล่านั้น การไปสัมผัสหรืออยู่ในบริเวณที่เป็นแหล่งอาศัยของค้างคาว เช่น ถ้ำ เหมือง โพรงไม้ หรือบุกรุกป่า รวมไปถึงการบริโภคเนื้อสัตว์ป่า ทำให้เชื้อไวรัสจากสัตว์แพร่สู่คนได้ง่าย 

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก อาการ 

หลังได้รับเชื้อจะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-21 วัน จากนั้นจะเริ่มมีอาการไข้สูง ไม่สบายหนัก ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยเนื้อต้ว ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ปวดท้อง เป็นตะคริว วันต่อมาจะเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องหนักขึ้น ท้องร่วงเป็นเวลาติดต่อกันเกิน 3 วัน มีผื่นขึ้นแต่ไม่มีอาการคันบริเวณหน้าอก หลัง หรือช่วงท้อง 

เมื่อเข้าสู่วันที่ 3 ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น มีไข้สูงต่อเนื่อง มีอารมณ์หงุดหงิด สับสน ก้าวร้าวรุนแรง จากผลกระทบความผิดปกติในระบบประสาทส่วนกลาง ในผู้ป่วยชายอาจมีการอักเสบที่อัณฑะร่วมด้วย ตลอดระยะเวลาที่มีอาการปรากฏ ผู้ป่วยจะมีอาการเซื่องซึม ซีดเซียว ไร้เรี่ยวแรง ดวงตากลวงลึก สภาพคล้ายผีซาก (Ghost-like) ใบหน้าไร้ความรู้สึก และมีอาการง่วงนอนตลอดเวลา 

ระบบการทำงานของอวัยวะหลายส่วนทำงานผิดปกติ จนกระทั่งเข้าสู่วันที่ 7 ผู้ป่วยจะมีเลือดออกรุนแรง อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด มีเลือดออกจากจมูก เหงือก และช่องคลอด และเสียชีวิตเนื่องจากการเสียเลือดมากจนช็อก 

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก การติดต่อและแพร่กระจายเชื้อช่องทางใดได้บ้าง 

เชื้อไวรัสมาร์บวร์กสามารถแพร่ได้ทางการสัมผัสผ่านผิวหนังที่มีบาดแผล และเยื่อบุต่าง ๆ จากการสัมผัสสารคัดหลั่ง น้ำลาย น้ำมูก เลือด ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำอสุจิ และของเหลวอื่น ๆ ของผู้ติดเชื้อ ที่ปนเปื้อนบนพื้นผิววัสดุต่าง ๆ ทั้งที่เป็นของใช้ส่วนตัว ของร่วมสาธารณะ หรือการใช้เข็มร่วมกัน รวมไปถึงสถานที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่าง ๆ เช่น ป่า ถ้ำ โพรง เป็นต้น 

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก การรักษาด้วยวิธีใด 

การวินิจฉัยทางคลินิกของโรคมาร์บวร์ก ยังคงเป็นเรื่องยากและไม่สามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากอาการของโรคหลาย ๆ อาการมักจะแสดงออกคล้ายกับโรคติดเชื้อประเภทอื่น ๆ เช่น อีโบลา มาลาเรีย หรือไข้ไทฟอยด์ และ ยังไม่มียาต้านไวรัสหรือวัคซีนป้องกันโรคมาร์บวร์กโดยตรง มีเพียงแต่การรักษาตามอาการเพื่อประคับประคองให้มีโอกาสรอดชีวิต อาจจะมีการนำยาที่ใช้กับผู้ป่วยโรคอีโบลามาใช้กับผู้ติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก แต่ก็ยังไม่ได้มีการทดสอบและพิสูจน์ในทางการแพทย์ว่าจะได้ผลหรืออย่างไร 

โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก ป้องกันได้อย่างไร 

เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนและยารักษาโรคเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก ดังนั้น การเพิ่มความตระหนักรู้ลักษณะการแพร่ระบาดให้ประชาชนได้เข้าใจ เฝ้าระวัง ทั้งในเรื่องของการรักษาความสะอาด การระวังตัวเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ การป้องกันตนเองในด้านการมีเพศสัมพันธ์ การแยกผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยติดเชื้อ รวมไปถึงมาตรการป้องกันโควิด19 อย่าง การสวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง นับว่าเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้เช่นกัน  เพื่อให้ประชาชนได้มีความเตรียมพร้อมในการดูแลตนเองและคนใกล้ชิด ถือว่าเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสมาร์บวร์กได้ดีที่สุดในขณะนี้ 

9 จุดเช็คอิน จัดงานวันเด็กแห่งชาติ 2566 โดย วธ.

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และหน่วยในสังกัด ได้เผย 9 จุดเช็คอิน ที่มีการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ 2566 จัดที่ไหนบ้าง ในวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 โดยมุ่งเน้นกิจกรรมต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ได้สนุกและเพลิดเพลินแต่แฝงไปด้วยการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนได้เติบโตอย่างมีคุณภาพในอนาคต ซึ่งสถานที่ต่าง ๆ จะส่งเสริมการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม โดยได้รับความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ให้ผู้ปกครองได้พาบุตรหลานไปร่วมกิจกรรมวันเด็กปีนี้ มีที่ไหนบ้าง ไปดูกันเลย 

1. ทำเนียบรัฐบาล 

กิจกรรมวันเด็กที่จัดโดย สำนักงานปลัด วธ. ร่วมมือกับร่วมมือกับทำเนียบรัฐบาล จัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสรต์ โบราณคดีไทย พร้อมรูปจำลองโบราณวัตุ ศิลปวัตถุ การฉายภาพยนตร์ โดยรถโรงหนังเฉลิมทัศน์ โรงภาพยนตร์เคลื่อนที่ ขนาด 100 ที่นั่ง 

2. กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 

สำนักงาน วธ.ร่วมมือกับ ศธ. จัดงานวันเด็กภายใต้แนวคิด “เด็กดีวิถีไทย” เพื่อมุ่งเน้นให้เยาวชนได้เรียรู้วิถีชีวิตแบบไทย เข้าใจและรู้หน้าที่บทบาทหน้าที่ของตนเอง ปลุกให้เด็กได้มีทักษะและความคิดที่ดี เป็นเด็กไทยยุคใหม่ที่มีความรับผิดชอบ รักชาติ รักสามัคคี เป็นพลเมืองไทยที่ดี และทำประโยชน์เพื่อสังคม 

3. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์และหอสมุดทั่วประเทศ 

งานวันเด็ก เสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 ทางกรมศิลปกร ได้เปิดให้น้อง ๆ หนู ๆ และผู้ที่สนใจได้เข้าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทั้ง 42 แห่ง อุทยานประวัติศาสตร์ 10 แห่ง และ หอสมุดแห่งชาติ ส่วนกลางภูมิภาค 11 แห่งทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

4. หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน 

สำนังานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้จัดกิจกรรมวันเด็ก 2566 ในคอนเซ็ปต์ “เรียนรู้ดูหอศิลป์” มีการสอนและสาธิตการสรรสร้างงานศิลปะโดยผ่านในรูปแบบของเกมต่าง ๆ การแสดงศิลปะเรืองแสงและเงา สาธิตและสอนทำหนังสือ 3 มิติสำหรับเด็ก การแสดงการเล่านิทาน และการทำอาหาร ให้แก่เด็ก ๆ ที่มาร่วมงานในวันเสาร์ที่ 14 ม.ค.นี้ 

5. หออัครศิลปิน จังหวัดปทุมธานี 

วันเด็กปีนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมเปิดการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม หุ่นกระบอกไทย ดนตรีไทย ดนตรีร่วมสมัย ชุดการแสดงถวายพระพร จินตลีลา ละครเวที และกิจกรรมทางวัฒนธรรมอีกมากมาย ให้เยาชนไทยได้สนุกและเพลิดเพลิน พร้อมกับร่วมกิจกรรมเพื่อลุ้นของรางวัลต่าง ๆ ในวันเสาร์ที่ 14 ม.ค.2566  

6. พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพ (จตุจักร) และ สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส 

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้มีการจัดกิจกรรมและการแสดงละครหุ่นเชิด ให้เด็ก ๆ ที่มาร่วมงานได้ชม สำหรับผู้ปกครองที่สนใจจะพาบุตรหลานเข้าร่วมในกิจกรรม สามารถสติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร 1765

7. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร (องค์การมหาชน) 

ทางศูนย์ฯ มีการจัดกิจกรรมคุกกี้หลากกวัฒนธรรม โดยให้เด็ก ๆ ภายในงานได้ร่วมออกแบบและตกแต่งหน้าตาคุกกี้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอีกมากมาย ให้เด็ก ๆ ได้ร่วมสรรสร้าง เช่น ระบายสีหน้ากาก การลงสีกระถางดินเผา เพื่อเป็นเรียนรู้เรื่องการลงสีภาชนะดินเผา และการนำชมพื้นที่การเรียนรู้ทางวัฒนธรรม 

8. หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) 

วันเด็ก เสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 นี้ ทางหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้มีการจัดฉายภาพยนตร์สำหรับเด็ก มี workshop การประดิษฐ์ของเล่นด้วยตนเองแบบง่าย ๆ โดยน้อง ๆ หนู ๆ จะทำเองคนเดียวทั้งหมด หรือผู้ปกครองร่วมช่วยกันทำ เพื่อสร้างเวลาดี ๆ ร่วมกัน และยังมีการสอยดาวภายในงานอีกด้วย รับรองว่าสนุกทั้งคุณหนูและคุณปกครองเลยค่ะ 

9. สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ 

กิจกรรมวันเด็กที่มีการจัดแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมทั่วภูมิภาค การออกบูธเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีนาฏศิลป์ที่ร่วมมือกันระหว่าง วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี กับ องค์การบริหารส่วนตำบลสนามชัย , การแสดงชุดแขกแดงเกี้ยวยำหยี ของวิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช ที่ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลท้ายสำเภา  และการแสดงกลางแจ้งของวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ ร่วมกับสำนักงานเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ นอกจากนี้ยังมีการแสดงบนเวทีอีกมากมาย การประกวดท่องจำคำขวัญวันเด็ก 2566 พร้อมทั้งแจกรางวัล และของขวัญวันเด็กอีกเพียบ และไม่ต้องว่าเด็ก ๆ จะหมดแรง เพราะมีอาหาร ขนม และเครื่องดื่มแจกตลอดงาน 

ความรู้เบื้องต้นของช่างไฟฟ้ามีอะไรบ้าง 

ผู้ที่จะยึดอาชีพช่างไฟฟ้า จะต้องมีความรู้ความสามารถและความชำนาญด้านการไฟฟ้าโดยเฉพาะ ทักษะช่างไฟฟ้าที่ควรรู้มีอะไรบ้าง

ปัจจุบัน ไฟฟ้า เป็นปัจจัยที่จำเป็นสำหรับในการดำเนินชีวิต ทั้งในระบบชีวิตส่วนตัว การทำงาน ธุรกิจ กิจการ หรือการอุตสาหกรรม เพราะเราทุกคนต่างใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องใช้ ในการอำนวยความสะดวกที่มีความเกี่ยวโยงกับระบบไฟฟ้าทั้งสิ้น ตั้งแต่ กาต้มน้ำ หม้อหุงข้าว พัดลม โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าต่าง ๆ เป็นต้น ดังนั้น ช่างไฟฟ้า จึงเป็นอาชีพที่น่าสนใจ และผู้ที่เรียนมาทางสาขาวิชานี้ แทบจะไม่มีการตกงาน ยิ่งถ้ามีความสามารถ มีการศึกษาต่อในระดับสูง ๆ มีประสบการณ์ทำงานสูง ก็ยิ่งต่อยอดไปเป็นวิศวกร หรือผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้า จนสามารถสร้างรายได้สูงขึ้นไปอีก 

แม้ว่าอาชีพช่างไฟฟ้าจะได้ผลตอบแทนสูง แต่การทำงานกับกระแสไฟฟ้า ก็มีความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและสาธารณชนสูงเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่จะยึดอาชีพช่างไฟฟ้า จะต้องมีความรู้ความสามารถและความชำนาญด้านการไฟฟ้าโดยเฉพาะ ทักษะช่างไฟฟ้าที่ควรรู้มีอะไรบ้าง 

ชนิดของไฟฟ้า 

ชนิดของไฟฟ้า

ไฟฟ้า จำแนกได้เป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้แก่ 

  1. ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct current : D.C.) คือ กระแสไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปในทิศทางเดียวกันตลอดระยะทางวงจรกระแสไฟฟ้าปิด เช่น ถ่านไฟฉาย เป็นต้น  
  2. ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating current : A.C.) คือ กระแสไฟฟ้าที่มีการไหลเวียนวนกลับไปกลับมา ทั้งในส่วนของขนาดกระแสไฟฟ้า และแรงดันไม่คงที่ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยกระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน จากนั้นจะไหลสวนกลับการไหลไป-มา 1 รอบ (เรียกว่า 1 cycle) 

คุณสมบัติของกระแสไฟฟ้า 

คุณสมบัติของกระแสไฟฟ้า

ช่างไฟฟ้าจะต้องรู้คุณสมบัติของกระแสไฟฟ้าทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้ากระแสตรง หรือกระแสไฟฟ้าสลับ เช่น กระแสตรงมีค่าแรงดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟฟ้าเป็น + เสมอ สามารถเก็บประจุไว้ในแบตเตอรี่ได้ ส่วนกระแสไฟฟ้าสลับจะมีคุณสมบัติสามารถส่งไปที่ไกล ๆ ได้ดีโดยกำลังไม่ตก และยังสามารถแปลงแรงดันได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะต้องการแปลงแรงดันให้สูงขึ้นหรือต่ำลง ด้วยการใช้หม้อแปลง เป็นต้น 

วงจรไฟฟ้า (Circuit) 

วงจรไฟฟ้า (Circuit)

วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าที่ไหลมาจากแหล่งผลิต หรือแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้า แล้วผ่านไปยังตัวนำและเครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิด ด้วยวิธีการต่อวงจรไฟฟ้า ที่มีหลายวิธีด้วยกัน เช่น 

  1. การต่อแบบอนุกรม โดยการนำปลายด้านหนึ่งต่อกับปลายอีกด้านหนึ่ง แล้วต่อเรียงกันไปเรื่อย ๆ ซึ่งการต่อแบบอนุกรมจะไม่นิยมใช้ในการต่อวงจรทั่วไป 
  2. การต่อวงจรแบบขนาน คือ การต่อวงจรที่ใช้กับไฟฟ้าแสงสว่างทั่วไป และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเรือน เช่น หม้อหุงข้าว เตารีด พัดลม เป็นต้น 
  3. การต่อวงจรแบบผสม คือ การต่อโดยการนำแบบอนุกรมและการต่อแบบขนาน มารวมกันในวงจรเดียวกัน ซึ่งการต่อแบบนี้นิยมในพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น 

อุปกรณ์ช่างไฟฟ้า

อุปกรณ์ช่างไฟฟ้า

การเป็นช่างไฟฟ้า จะต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือในการช่วยเพิ่มความอำนวยสะดวกในการทำงาน และเพื่อป้องกันการสัมผัสโดนกระแสไฟฟ้าโดยตรง เพราะหากกระแสไหลผ่านเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เกิดอันตรายจนอาจถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น ช่างไฟฟ้าจึงต้องมีเครื่องมือในการทำงานเสมอ ซึ่งผู้จะเป็นช่างไฟฟ้าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้จักเครื่องมือต่อไปนี้ 

  1. ไขควง โดยรวมไขควงทุกชนิด ทั้งไขควงปากแบน ไขควงปากแฉก 
  2. ไขควงวัดไฟ จะมีหลอดไฟอยู่ที่ด้าม สำหรับใช้ทดสอบวงจรไฟฟ้า ซึ่งจะแตกต่างจากไขควงสกรู 
  3. คีม ทั้งคีมปากแบน คีมปากจิ้งจก คีมตัด คีมปอกสาย 
  4. สว่าน สำหรับใช้ในการเจาะยึดอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น สว่านไฟฟ้า สว่านเฟือง สว่านข้อเสือ เป็นต้น
  5. มีดคัดเตอร์ สำหรับใช้ในการตัด ควั่นสายไฟฟ้า หรือปอกฉนวน 
  6. ฟิวส์ อุปกรณ์ทำด้วยโลหะผสมตะกั่วและดีบุก สำหรับไว้ป้อ้งกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหล้เข้ามามากเกินไป 
  7. สวิตซ์ อุปกรณ์ตัดต่อวงจรไฟฟ้า โดยทำหน้าที่คล้ายกับสะพานไฟ 
  8. สะพานไฟ ใช้สำหรับทดสอบวงจรไฟฟ้า 
  9. บัลลาสต์ สำหรับไว้เพิ่มความต่างศํกย์ไฟฟ้า
  10.  มิเตอร์ไฟฟ้า ใช้สำหรับทดสอบวงจรไฟฟ้า โดยจะมีหลายแบบด้วยกัน เช่น แอมมิเตอร์ โวลต์มิเตอร์ เป็นต้น 
  11. ค้อน เพื่อใช้ในการตอกตะปู เพื่อยึดเข็มขัดรัดสาย สายไฟแทบทุกประเภท

ลักษณะงานของช่างไฟฟ้าต้องทำอะไรบ้าง 

ลักษณะงานของช่างไฟฟ้าต้องทำอะไรบ้าง 

ช่างไฟฟ้าจะทำงานทางเทคนิคภายใต้การควบคุม และการแนะนำจากวิศวกรไฟฟ้า ทั้งในส่วนของการก่อสร้าง การติดตั้ง การทดสอบ การใช้ การบำรุงกรักษา การพัฒนาระบบไฟฟ้า และการซ่อมบำรุง ทั้งในส่วนของระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยลักษณะการทำงานของช่างไฟฟ้าจะคล้ายกับผู้ช่วยวิศวกร คุมงาน ออกแบบและเขียนแบบติดตั้ง ระบบไฟฟ้าภายในอาคารและรบไฟฟ้านอกอาคาร ตั้งแต่การเดินสายไฟ การวางแผนผังวางสายไฟ การมุดสายลงท่อ การดูแลระบบแผงจ่ายไฟในตู้ควบคุมไฟฟ้า ตรวจเช็ค ตรวจสอบเครื่องควบคุมไฟฟ้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้าในบ้าน หรือการควบคุมเครื่องจักรด้วยระบบปุ่มกดหรือระบบอัตโนมัติในโรงงาน นอกจากนี้ยังต้องมีความรู้และสามารถการเดินสายไฟฟ้าระบบจ่ายพลังงาน ควบคุมดูแล ซ่อมบำรุง อุปกรณ์การทำงานในกระบวนการผลิตของงานอุตสาหกรรม และปฏิบัติงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในหน้าที่หรือที่ได้รับมอบหมาย 

ช่างไฟฟ้าต้องเรียนอะไรบ้าง 

ช่างไฟฟ้าต้องเรียนอะไรบ้าง 

เนื่องจากระบบไฟฟ้ามีความเสี่ยงต่อการเป็นอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินสูง ผู้ที่ต้องทำงานกับไฟฟ้าอย่างช่างไฟฟ้า จึงต้องมีความรู้ความชำนาญด้านการไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยช่างไฟฟ้าจะต้องเรียนเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า เช่น การเดินสายไฟฟ้าในบ้าน การติดตั้งระบบและเครื่องใช้ไฟฟ้า การวางแผนผังระบบวงจรไฟฟ้า การทดสอบระบบ การตรวจเช็ค การตรวจหาสาเหตุของปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้อง แก้ไขและซ่อมบำรุงเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น โดยจะต้องผ่านการศึกษาระดับมัธยมปีที่ 3 หรือเทียบเท่า ปวช. เป็นอย่างน้อย และจะต้องมีการผ่านอบรมด้านงานไฟฟ้าเพิ่มเติม จะยิ่งช่วยให้ช่องทางในการดำรงอาชีพช่างไฟฟ้าเติบโตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

แหล่งงาน

เมื่อจบการศึกษาด้านไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะทำงานให้กับผู้รับเหมางานด้านไฟฟ้า พนักงานการไฟฟ้าของรัฐบาลหรือเอกชน หรือเป็นช่างไฟฟ้าโรงงานอุตสาหกรรม และ ช่างไฟฟ้าอิสระ หรือเป็นผันตัวเป็นผู้รับเหมามีกิจการเป็นของตนเอง เป็นต้น 

อาชีพช่างไฟฟ้ามีโอกาสเติบโตได้มากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่อยู่ในอาชีพที่จะตกงาน เพราะวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันที่มีไฟฟ้าเข้าเกี่ยวพันและมีบทบาท ตั้งแต่ลืมตาตื่น ตลอดวันจนจะเข้านอน ก็ยังมีการใช้งานไฟฟ้า ทั้งงานไฟฟ้าแสงสว่าง ไฟฟ้าด้านการสื่อสาร ไฟฟ้าด้านคมนาคม และมีแนวโน้มว่า ไฟฟ้า มีความจำเป็นในระบบชีวิตของคนมากขึ้นเรื่อย ๆ โอกาสของช่างไฟฟ้าจึงสูงไปตามความสำคัญของการใช้ไฟฟ้า ยิ่งช่างไฟฟ้าที่มีประสบการณ์สูงมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสเติบโตและผลตอบแทนของรายได้ที่สูงขึ้น และช่างไฟฟ้าจะยังคงเป็นอาชีพที่สำคัญจนถึงอนาคตเลยทีเดียว ตราบใดที่เรายังคงต้องใช้ระบบไฟฟ้านั่นเอง

ทริคการขาย : โทรหาลูกค้าอย่างไรให้ปิดการขายได้

ทริคการขาย ในบทความนี้ได้รวบรวมทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับกลยุทธ์การโทรหาลูกค้า เพื่อขายทางโทรศัพท์ มาให้ได้ลองนำไปปรับใช้กันค่ะ

การจะขายให้ได้ผล ต้องมีทักษะการพูดให้ลูกค้าประทับใจ และทักษะการขายที่ดีควบคู่กันไป เพราะก่อนจะโทรไปขายสินค้าหรือบริการ เราต้องมีความเป็นอัตลักษณ์ในการเสนอเพื่อดึงดูดให้อีกฝ่ายเกิดความสนใจ มีนักขายและเทเลเซลล์มือใหม่อีกหลายคนที่ไม่กล้าโทรหาลูกค้า เพราะไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาโทรหาลูกค้าอย่างไรดี หรือไม่รู้ว่าจะโทรหาลูกค้ากี่โมงถึงจะสามารถคุยได้สะดวก ไม่เป็นการรบกวนเวลางานลูกค้าจนโดนปฏชฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เริ่มประโยคเปิดการขาย ในบทความนี้ได้รวบรวมทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับกลยุทธ์การขายทางโทรศัพท์ มาให้ได้ลองนำไปปรับใช้กันค่ะ 

1. หาข้อมูลลูกค้าก่อนโทรเสนอขาย 

หาข้อมูลลูกค้าก่อนโทรเสนอขาย 

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ยังคงนำมาใช้ได้ในทุกการงาน เทคนิคการขายโทรศัพท์ก็เช่นกัน การหาข้อมูลของอีกฝ่ายเพื่อให้รู้ว่าฝ่ายนั้นมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่แล้วใกล้เคียงกับที่เราจะนำเสนอขายหรือไม่ หรือฝ่ายนั้นกำลังมีปัญหาเรื่องไหนที่สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของเราจะเข้าไปช่วยตอบโจทย์ได้ และถ้ายิ่งค้นคว้าข้อมูลให้ละเอียดไปจนถึงระดับผู้บริหาร หรือผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจได้ จะยิ่งเพิ่มความสะดวกในการขายมากขึ้น เพื่อจะได้หาโอกาสติดต่อบุคคลเหล่านั้นโดยตรง และช่วยย่นระยะเวลาในการตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลารอให้ประสานงานกันเป็นทอด ๆ กว่าจะได้คำตอบ หรืออาจสะดุดอยู่กลางทาง จนทำให้ภารกิจการขายของเราจบอย่างกระทันหัน 

2. อย่ารีบด่วนเปิดการขายตั้งแต่ประโยคแรก 

อย่ารีบด่วนเปิดการขายตั้งแต่ประโยคแรก

สิ่งแรกที่นักขายทางโทรศัพท์มักทำพลาด คือ เมื่อโทรไปแล้วรีบเสนอทำการขายทันที เพราะนอกจากอาจจะไม่ได้คุยต่อเพราะฝ่ายนั้นอาจกำลังยุ่ง ยังเป็นเรื่องเสียมารยาทอีกด้วย ซึ่งหลายคนเลยทีเดียวที่ไม่ได้ใส่ใจถึงมารยาทการโทรศัพท์หาผู้อื่นในข้อนี้ เพราะเราไม่รู้ว่าระหว่างที่เราโทรเข้าไปเสนอขายนั้น อีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ สะดวกที่จะรับฟังการขายของเราหรือไม่ ดังนั้นเมื่อโทรไปและอีกฝ่ายรับสาย ควรสอบถามถึงความสะดวกในการพูดคุยในตอนนั้นไหม พร้อมจะรับฟังเราหรือเปล่า หากยังไม่สะดวก ให้เราขอทำการนัดวันเวลาในการติดต่อมาใหม่ โดยอย่าให้กระชั้นชิดหรือนานเกินไป อาจเว้นช่วงไปอีกหน่อย ประมาณ 5-7 วัน แล้วค่อยทำการติดต่อไปใหม่ ซึ่งลูกค้าจะเห็นว่าเรามีมารยาท และใส่ใจ ไม่ยัดเยียดการขายจนทำให้เขารู้สึกอึดอัด จนอาจทำให้อีกฝ่ายกลายมาเป็นลูกค้าในที่สุด  

3. การขายที่ดี คือ “การฟัง” ไม่ใช่แค่การพูด 

การขายที่ดี คือ “การฟัง” ไม่ใช่แค่การพูด

การหาลูกค้าใหม่ของเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์ที่เป็น Extrovert มักจะเข้าใจว่าการเป็นเซลล์ขั้นเทพคือต้องมีทักษะการพูดชนิดน้ำไหลไฟดับ พูดโน้มน้าว และชักมหาสมุทรทั่วโลกได้เก่งสุดยอด ซึ่งนั่นอาจเป็นวิธีการขายแบบเก่า ๆ และสร้างความอึดอัดใจให้กับลูกค้ามานักต่อนัก หากสังเกตยอดนักขายเก่ง ๆ สมัยนี้ หลายคนเลยที่เป็นเซลล์ Introvert ปิดยอดขายได้ด้วยการฟัง โดยปล่อยให้ลูกค้าเป็นฝ่ายพูดมากว่า ทำให้ได้ข้อมูลนัย ๆ จากการบอกเล่าของลูกค้าเอง และยังอาจทำให้เราได้รับความชื่นชอบจากลูกค้า 

เพราะใคร ๆ ก็ชอบที่จะมีคนอื่นฟังในสิ่งที่ตนพูด การที่เรา “ฟังลูกค้า” คือ อีกปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าประทับใจ เพราะเชื่อว่าเรากำลังให้ความสนใจ ใส่ใจที่จะรับฟังถึงความต้องการ และพร้อมจะช่วยแก้ปัญหาที่ลูกค้ากำลังประสบอยู่ ซึ่งการตั้งใจฟังลูกค้า จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าอย่างชัดเจน และสามารถตอบสนองหรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างตรงจุด อาจทำให้เรากลายเป็นที่ปรึกษาของลูกค้าโดยปริยาย ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ และเมื่อเรายื่นข้อเสนอใด ๆ ก็มีโอกาสได้รับการตอบรับได้มากขึ้น และหันมาพึ่งสินค้าหรือบริการจากเรา

4. การใช้น้ำเสียง 

การใช้น้ำเสียง

จากหนังสือ “อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น”  ของ ยาซุดะ ทาดาชิ ได้กล่าวไว้ว่า ระดับน้ำเสียงที่เหมาะสม จะช่วยดึงดูดความน่าสนใจ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมีโน๊ตเสียงทุ้มต่ำอยู่ที่ตัว “โด” และ “มี” ทำให้ได้ยินแล้วรู้สึกกดดัน หม่นหมอง แต่คีย์โน๊ตน้ำเสียงที่จะทำให้รู้สึกถึงความเป็นมิตร และช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลายในการสนทนา คือ โน๊ตน้ำเสียงตัว “ฟา” และ “ซอล” โดยไม่จำเป็นต้องพูดด้วยน้ำเสียงในระดับนั้นตลอดเวลา แค่ประคองระดับน้ำเสียงให้ได้ประมาณนี้ได้อย่างเหมาะสมก็เพียงพอแล้ว 

อีกสิ่งสำคัญคือ ความเป็นธรรมชาติตลอดระยะเวลาที่สนทนา ไม่ควรอ่านหรือท่องสคริปต์ แต่กรณีเซลล์มือใหม่อาจอ่านหัวข้อคร่าว ๆ และทำความเข้าใจ ท่องจำ ลองพูดให้คล่องปากก่อนจะโทรหาลูกค้า ซึ่งอาจมีติดขัดบ้างในช่วงแรก ฉะนั้นจึงควรทำการฝึกฝนสม่ำเสมอ จนเมื่อเริ่มพูดคุยได้อย่างเป็นธรรมชาติ ก็ไม่ควรพึ่งสคริปต์ท่องจำอีกต่อไป และควรศึกษาข้อมูลสินค้า / บริการของตนเองให้ละเอียดและเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก่อนจะโทรเสนอขายทุกครั้ง รวมถึงเตรียมคำตอบที่มักจะเจอลูกค้าถามบ่อย ๆ เพื่อให้ตอบได้อย่างรวดเร็วฉะฉาน ชัดเจน เข้าใจง่าย ช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจในความเป็นมืออาชีพของเรามากขึ้น 

5. สรุปข้อมูล 17 วินาที

สรุปข้อมูล 17 วินาที

ไม่ใช่ 17 นาที เพลงวัยรุ่นยอดฮิต แต่ผลจากการวิจัยทางจิตวิทยาพบว่า สมองของมนุษย์สามารถรับรู้ข้อมูลครั้งละไม่เกิน 40 – 50 นาที และหัวข้อที่คนเราจะสามารถจดจำได้เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 3 – 5 เรื่อง แต่ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลด้วย เพราะบางคนอาจจดจำได้มากกว่า 7 เรื่อง แต่การจดจำได้จากการฟัง คือ การจำเพียง 1 เรื่อง หรือ ไม่เกิน 2 เรื่อง โดยการกล่าวใจความหลัก ๆ ของบทสนทนา ตั้งแต่หัวเรื่อง ภายในเวลา 10 วินาที และไม่ควรเกิน 17 วินาที เพราะถ้าหากเกินกว่านี้ ลูกค้าจะรู้สึกว่าข้อมูลเยอะเกินไปจนจำไม่ได้ หรืออาจไม่อยากสนใจที่จะจำอีก ดังนั้นเซลล์จึงควรฝึกพูดเข้าประเด็น และสรุปหัวข้อที่จะพูดบ่อย ๆ ให้อยู่ภายใน 17 วินาทีให้คล่อง และให้ดีควรจดโน๊ตสิ่งที่จะพูดออกเป็น Bullet Point เอาไว้ด้วย

อย่าลืมว่า ทักษะการนำเสนอขายที่ดี ไม่จำเป็นต้องพูดเก่งเสมอไป การฟัง ก็เป็นทักษะการขายที่ยอดเยี่ยมได้เช่นกัน หวังว่าทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ จะเป็นประโยชน์ในการนำไปปรับใช้เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า ทำให้ปิดดีลได้เร็วขึ้นนะคะ