9 จุดเช็คอิน จัดงานวันเด็กแห่งชาติ 2566 โดย วธ.

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และหน่วยในสังกัด ได้เผย 9 จุดเช็คอิน ที่มีการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ 2566 จัดที่ไหนบ้าง ในวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 โดยมุ่งเน้นกิจกรรมต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ได้สนุกและเพลิดเพลินแต่แฝงไปด้วยการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนได้เติบโตอย่างมีคุณภาพในอนาคต ซึ่งสถานที่ต่าง ๆ จะส่งเสริมการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม โดยได้รับความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ให้ผู้ปกครองได้พาบุตรหลานไปร่วมกิจกรรมวันเด็กปีนี้ มีที่ไหนบ้าง ไปดูกันเลย 

1. ทำเนียบรัฐบาล 

กิจกรรมวันเด็กที่จัดโดย สำนักงานปลัด วธ. ร่วมมือกับร่วมมือกับทำเนียบรัฐบาล จัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสรต์ โบราณคดีไทย พร้อมรูปจำลองโบราณวัตุ ศิลปวัตถุ การฉายภาพยนตร์ โดยรถโรงหนังเฉลิมทัศน์ โรงภาพยนตร์เคลื่อนที่ ขนาด 100 ที่นั่ง 

2. กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 

สำนักงาน วธ.ร่วมมือกับ ศธ. จัดงานวันเด็กภายใต้แนวคิด “เด็กดีวิถีไทย” เพื่อมุ่งเน้นให้เยาวชนได้เรียรู้วิถีชีวิตแบบไทย เข้าใจและรู้หน้าที่บทบาทหน้าที่ของตนเอง ปลุกให้เด็กได้มีทักษะและความคิดที่ดี เป็นเด็กไทยยุคใหม่ที่มีความรับผิดชอบ รักชาติ รักสามัคคี เป็นพลเมืองไทยที่ดี และทำประโยชน์เพื่อสังคม 

3. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์และหอสมุดทั่วประเทศ 

งานวันเด็ก เสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 ทางกรมศิลปกร ได้เปิดให้น้อง ๆ หนู ๆ และผู้ที่สนใจได้เข้าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทั้ง 42 แห่ง อุทยานประวัติศาสตร์ 10 แห่ง และ หอสมุดแห่งชาติ ส่วนกลางภูมิภาค 11 แห่งทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

4. หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน 

สำนังานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้จัดกิจกรรมวันเด็ก 2566 ในคอนเซ็ปต์ “เรียนรู้ดูหอศิลป์” มีการสอนและสาธิตการสรรสร้างงานศิลปะโดยผ่านในรูปแบบของเกมต่าง ๆ การแสดงศิลปะเรืองแสงและเงา สาธิตและสอนทำหนังสือ 3 มิติสำหรับเด็ก การแสดงการเล่านิทาน และการทำอาหาร ให้แก่เด็ก ๆ ที่มาร่วมงานในวันเสาร์ที่ 14 ม.ค.นี้ 

5. หออัครศิลปิน จังหวัดปทุมธานี 

วันเด็กปีนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมเปิดการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม หุ่นกระบอกไทย ดนตรีไทย ดนตรีร่วมสมัย ชุดการแสดงถวายพระพร จินตลีลา ละครเวที และกิจกรรมทางวัฒนธรรมอีกมากมาย ให้เยาชนไทยได้สนุกและเพลิดเพลิน พร้อมกับร่วมกิจกรรมเพื่อลุ้นของรางวัลต่าง ๆ ในวันเสาร์ที่ 14 ม.ค.2566  

6. พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพ (จตุจักร) และ สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส 

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้มีการจัดกิจกรรมและการแสดงละครหุ่นเชิด ให้เด็ก ๆ ที่มาร่วมงานได้ชม สำหรับผู้ปกครองที่สนใจจะพาบุตรหลานเข้าร่วมในกิจกรรม สามารถสติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร 1765

7. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร (องค์การมหาชน) 

ทางศูนย์ฯ มีการจัดกิจกรรมคุกกี้หลากกวัฒนธรรม โดยให้เด็ก ๆ ภายในงานได้ร่วมออกแบบและตกแต่งหน้าตาคุกกี้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอีกมากมาย ให้เด็ก ๆ ได้ร่วมสรรสร้าง เช่น ระบายสีหน้ากาก การลงสีกระถางดินเผา เพื่อเป็นเรียนรู้เรื่องการลงสีภาชนะดินเผา และการนำชมพื้นที่การเรียนรู้ทางวัฒนธรรม 

8. หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) 

วันเด็ก เสาร์ที่ 14 มกราคม 2566 นี้ ทางหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้มีการจัดฉายภาพยนตร์สำหรับเด็ก มี workshop การประดิษฐ์ของเล่นด้วยตนเองแบบง่าย ๆ โดยน้อง ๆ หนู ๆ จะทำเองคนเดียวทั้งหมด หรือผู้ปกครองร่วมช่วยกันทำ เพื่อสร้างเวลาดี ๆ ร่วมกัน และยังมีการสอยดาวภายในงานอีกด้วย รับรองว่าสนุกทั้งคุณหนูและคุณปกครองเลยค่ะ 

9. สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ 

กิจกรรมวันเด็กที่มีการจัดแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมทั่วภูมิภาค การออกบูธเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีนาฏศิลป์ที่ร่วมมือกันระหว่าง วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี กับ องค์การบริหารส่วนตำบลสนามชัย , การแสดงชุดแขกแดงเกี้ยวยำหยี ของวิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช ที่ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลท้ายสำเภา  และการแสดงกลางแจ้งของวิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ ร่วมกับสำนักงานเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ นอกจากนี้ยังมีการแสดงบนเวทีอีกมากมาย การประกวดท่องจำคำขวัญวันเด็ก 2566 พร้อมทั้งแจกรางวัล และของขวัญวันเด็กอีกเพียบ และไม่ต้องว่าเด็ก ๆ จะหมดแรง เพราะมีอาหาร ขนม และเครื่องดื่มแจกตลอดงาน 

ความรู้เบื้องต้นของช่างไฟฟ้ามีอะไรบ้าง 

ผู้ที่จะยึดอาชีพช่างไฟฟ้า จะต้องมีความรู้ความสามารถและความชำนาญด้านการไฟฟ้าโดยเฉพาะ ทักษะช่างไฟฟ้าที่ควรรู้มีอะไรบ้าง

ปัจจุบัน ไฟฟ้า เป็นปัจจัยที่จำเป็นสำหรับในการดำเนินชีวิต ทั้งในระบบชีวิตส่วนตัว การทำงาน ธุรกิจ กิจการ หรือการอุตสาหกรรม เพราะเราทุกคนต่างใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องใช้ ในการอำนวยความสะดวกที่มีความเกี่ยวโยงกับระบบไฟฟ้าทั้งสิ้น ตั้งแต่ กาต้มน้ำ หม้อหุงข้าว พัดลม โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าต่าง ๆ เป็นต้น ดังนั้น ช่างไฟฟ้า จึงเป็นอาชีพที่น่าสนใจ และผู้ที่เรียนมาทางสาขาวิชานี้ แทบจะไม่มีการตกงาน ยิ่งถ้ามีความสามารถ มีการศึกษาต่อในระดับสูง ๆ มีประสบการณ์ทำงานสูง ก็ยิ่งต่อยอดไปเป็นวิศวกร หรือผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้า จนสามารถสร้างรายได้สูงขึ้นไปอีก 

แม้ว่าอาชีพช่างไฟฟ้าจะได้ผลตอบแทนสูง แต่การทำงานกับกระแสไฟฟ้า ก็มีความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและสาธารณชนสูงเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่จะยึดอาชีพช่างไฟฟ้า จะต้องมีความรู้ความสามารถและความชำนาญด้านการไฟฟ้าโดยเฉพาะ ทักษะช่างไฟฟ้าที่ควรรู้มีอะไรบ้าง 

ชนิดของไฟฟ้า 

ชนิดของไฟฟ้า

ไฟฟ้า จำแนกได้เป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้แก่ 

  1. ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct current : D.C.) คือ กระแสไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปในทิศทางเดียวกันตลอดระยะทางวงจรกระแสไฟฟ้าปิด เช่น ถ่านไฟฉาย เป็นต้น  
  2. ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating current : A.C.) คือ กระแสไฟฟ้าที่มีการไหลเวียนวนกลับไปกลับมา ทั้งในส่วนของขนาดกระแสไฟฟ้า และแรงดันไม่คงที่ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยกระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน จากนั้นจะไหลสวนกลับการไหลไป-มา 1 รอบ (เรียกว่า 1 cycle) 

คุณสมบัติของกระแสไฟฟ้า 

คุณสมบัติของกระแสไฟฟ้า

ช่างไฟฟ้าจะต้องรู้คุณสมบัติของกระแสไฟฟ้าทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้ากระแสตรง หรือกระแสไฟฟ้าสลับ เช่น กระแสตรงมีค่าแรงดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟฟ้าเป็น + เสมอ สามารถเก็บประจุไว้ในแบตเตอรี่ได้ ส่วนกระแสไฟฟ้าสลับจะมีคุณสมบัติสามารถส่งไปที่ไกล ๆ ได้ดีโดยกำลังไม่ตก และยังสามารถแปลงแรงดันได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะต้องการแปลงแรงดันให้สูงขึ้นหรือต่ำลง ด้วยการใช้หม้อแปลง เป็นต้น 

วงจรไฟฟ้า (Circuit) 

วงจรไฟฟ้า (Circuit)

วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าที่ไหลมาจากแหล่งผลิต หรือแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้า แล้วผ่านไปยังตัวนำและเครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิด ด้วยวิธีการต่อวงจรไฟฟ้า ที่มีหลายวิธีด้วยกัน เช่น 

  1. การต่อแบบอนุกรม โดยการนำปลายด้านหนึ่งต่อกับปลายอีกด้านหนึ่ง แล้วต่อเรียงกันไปเรื่อย ๆ ซึ่งการต่อแบบอนุกรมจะไม่นิยมใช้ในการต่อวงจรทั่วไป 
  2. การต่อวงจรแบบขนาน คือ การต่อวงจรที่ใช้กับไฟฟ้าแสงสว่างทั่วไป และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเรือน เช่น หม้อหุงข้าว เตารีด พัดลม เป็นต้น 
  3. การต่อวงจรแบบผสม คือ การต่อโดยการนำแบบอนุกรมและการต่อแบบขนาน มารวมกันในวงจรเดียวกัน ซึ่งการต่อแบบนี้นิยมในพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น 

อุปกรณ์ช่างไฟฟ้า

อุปกรณ์ช่างไฟฟ้า

การเป็นช่างไฟฟ้า จะต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือในการช่วยเพิ่มความอำนวยสะดวกในการทำงาน และเพื่อป้องกันการสัมผัสโดนกระแสไฟฟ้าโดยตรง เพราะหากกระแสไหลผ่านเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เกิดอันตรายจนอาจถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น ช่างไฟฟ้าจึงต้องมีเครื่องมือในการทำงานเสมอ ซึ่งผู้จะเป็นช่างไฟฟ้าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้จักเครื่องมือต่อไปนี้ 

  1. ไขควง โดยรวมไขควงทุกชนิด ทั้งไขควงปากแบน ไขควงปากแฉก 
  2. ไขควงวัดไฟ จะมีหลอดไฟอยู่ที่ด้าม สำหรับใช้ทดสอบวงจรไฟฟ้า ซึ่งจะแตกต่างจากไขควงสกรู 
  3. คีม ทั้งคีมปากแบน คีมปากจิ้งจก คีมตัด คีมปอกสาย 
  4. สว่าน สำหรับใช้ในการเจาะยึดอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น สว่านไฟฟ้า สว่านเฟือง สว่านข้อเสือ เป็นต้น
  5. มีดคัดเตอร์ สำหรับใช้ในการตัด ควั่นสายไฟฟ้า หรือปอกฉนวน 
  6. ฟิวส์ อุปกรณ์ทำด้วยโลหะผสมตะกั่วและดีบุก สำหรับไว้ป้อ้งกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหล้เข้ามามากเกินไป 
  7. สวิตซ์ อุปกรณ์ตัดต่อวงจรไฟฟ้า โดยทำหน้าที่คล้ายกับสะพานไฟ 
  8. สะพานไฟ ใช้สำหรับทดสอบวงจรไฟฟ้า 
  9. บัลลาสต์ สำหรับไว้เพิ่มความต่างศํกย์ไฟฟ้า
  10.  มิเตอร์ไฟฟ้า ใช้สำหรับทดสอบวงจรไฟฟ้า โดยจะมีหลายแบบด้วยกัน เช่น แอมมิเตอร์ โวลต์มิเตอร์ เป็นต้น 
  11. ค้อน เพื่อใช้ในการตอกตะปู เพื่อยึดเข็มขัดรัดสาย สายไฟแทบทุกประเภท

ลักษณะงานของช่างไฟฟ้าต้องทำอะไรบ้าง 

ลักษณะงานของช่างไฟฟ้าต้องทำอะไรบ้าง 

ช่างไฟฟ้าจะทำงานทางเทคนิคภายใต้การควบคุม และการแนะนำจากวิศวกรไฟฟ้า ทั้งในส่วนของการก่อสร้าง การติดตั้ง การทดสอบ การใช้ การบำรุงกรักษา การพัฒนาระบบไฟฟ้า และการซ่อมบำรุง ทั้งในส่วนของระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยลักษณะการทำงานของช่างไฟฟ้าจะคล้ายกับผู้ช่วยวิศวกร คุมงาน ออกแบบและเขียนแบบติดตั้ง ระบบไฟฟ้าภายในอาคารและรบไฟฟ้านอกอาคาร ตั้งแต่การเดินสายไฟ การวางแผนผังวางสายไฟ การมุดสายลงท่อ การดูแลระบบแผงจ่ายไฟในตู้ควบคุมไฟฟ้า ตรวจเช็ค ตรวจสอบเครื่องควบคุมไฟฟ้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้าในบ้าน หรือการควบคุมเครื่องจักรด้วยระบบปุ่มกดหรือระบบอัตโนมัติในโรงงาน นอกจากนี้ยังต้องมีความรู้และสามารถการเดินสายไฟฟ้าระบบจ่ายพลังงาน ควบคุมดูแล ซ่อมบำรุง อุปกรณ์การทำงานในกระบวนการผลิตของงานอุตสาหกรรม และปฏิบัติงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในหน้าที่หรือที่ได้รับมอบหมาย 

ช่างไฟฟ้าต้องเรียนอะไรบ้าง 

ช่างไฟฟ้าต้องเรียนอะไรบ้าง 

เนื่องจากระบบไฟฟ้ามีความเสี่ยงต่อการเป็นอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินสูง ผู้ที่ต้องทำงานกับไฟฟ้าอย่างช่างไฟฟ้า จึงต้องมีความรู้ความชำนาญด้านการไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยช่างไฟฟ้าจะต้องเรียนเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า เช่น การเดินสายไฟฟ้าในบ้าน การติดตั้งระบบและเครื่องใช้ไฟฟ้า การวางแผนผังระบบวงจรไฟฟ้า การทดสอบระบบ การตรวจเช็ค การตรวจหาสาเหตุของปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้อง แก้ไขและซ่อมบำรุงเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น โดยจะต้องผ่านการศึกษาระดับมัธยมปีที่ 3 หรือเทียบเท่า ปวช. เป็นอย่างน้อย และจะต้องมีการผ่านอบรมด้านงานไฟฟ้าเพิ่มเติม จะยิ่งช่วยให้ช่องทางในการดำรงอาชีพช่างไฟฟ้าเติบโตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

แหล่งงาน

เมื่อจบการศึกษาด้านไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะทำงานให้กับผู้รับเหมางานด้านไฟฟ้า พนักงานการไฟฟ้าของรัฐบาลหรือเอกชน หรือเป็นช่างไฟฟ้าโรงงานอุตสาหกรรม และ ช่างไฟฟ้าอิสระ หรือเป็นผันตัวเป็นผู้รับเหมามีกิจการเป็นของตนเอง เป็นต้น 

อาชีพช่างไฟฟ้ามีโอกาสเติบโตได้มากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่อยู่ในอาชีพที่จะตกงาน เพราะวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันที่มีไฟฟ้าเข้าเกี่ยวพันและมีบทบาท ตั้งแต่ลืมตาตื่น ตลอดวันจนจะเข้านอน ก็ยังมีการใช้งานไฟฟ้า ทั้งงานไฟฟ้าแสงสว่าง ไฟฟ้าด้านการสื่อสาร ไฟฟ้าด้านคมนาคม และมีแนวโน้มว่า ไฟฟ้า มีความจำเป็นในระบบชีวิตของคนมากขึ้นเรื่อย ๆ โอกาสของช่างไฟฟ้าจึงสูงไปตามความสำคัญของการใช้ไฟฟ้า ยิ่งช่างไฟฟ้าที่มีประสบการณ์สูงมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสเติบโตและผลตอบแทนของรายได้ที่สูงขึ้น และช่างไฟฟ้าจะยังคงเป็นอาชีพที่สำคัญจนถึงอนาคตเลยทีเดียว ตราบใดที่เรายังคงต้องใช้ระบบไฟฟ้านั่นเอง

สวิตช์ปุ่มกด (Push button switch) ทํางานอย่างไร ลักษณะของปุ่มกดเป็น สวิตช์ ดิจิทัล หรืออนาล็อก? 

บทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสวิตช์ปุ่มกด ซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานทางด้านไฟฟ้า ซึ่งในการทำงานควบคู่ไปกับมอเตอร์และเครื่องจักรต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจและเป็นข้อมูลในการเลือกใช้ให้ถูกต้องกับลักษณะงาน หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเลือกอ่านหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม ที่เราได้แนบมาให้ด้วยในบทความนี้ได้เช่นกันค่ะ ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับสวิตช์ปุ่มกดกันเลยดีกว่าค่ะ 

สวิตซ์ปุ่มกดคืออะไรและทำหน้าที่อะไร

ปุ่มกด หรือ Push Button คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทำหน้าที่ตัดและต่อวงจรทางไฟฟ้า ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้งานร่วมกับการควบคุมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า หรือติดตั้งภายในตู้ควบคุมวงจรไฟฟ้าโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีทั้ง Push button switch แบบมีไฟและแบบทึบแสง โดย Push button switch หลักการทำงานเป็นแบบระบบสัมผัส ซึ่งจะต้องใช้นิ้วมือกดที่ปุ่ม เพื่อให้ระบบทำงาน หรือหยุดทำงาน 

Push button switch มีกี่แบบ

ประเภทของ Push button switch หรือ ปุ่มกดไฟฟ้า มี 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ 

  1. Push button switch กดติด ปล่อยดับ เป็นแบบมีสปริงรีเทิร์น มีฟังก์ชั่นทำงานไม่ยุ่งยาก มักจะใช้กับตู้ MDB ตู้ DB และ ตู้ Control เครื่องจักร ฯลฯ ทำให้สวิทช์กดติดปล่อยดับคือระบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด 
  1. Push button switch กดติด กดดับ เป็นแบบ Push on / Push off นิยมใช้ในฟังก์ชั่นการทำงานที่ไม่ซับซ้อน  เช่น สายพานลำเลียง หรือ start / stop เป็นต้น 

หลักการทำงาน Push button switch 2 ประเภทนี้จะมีความแตกต่างกันดังนี้  

  1. ปุ่มกดติด ปล่อยดับ : เมื่อมีการกด push button switch หน้าสัมผัสจะเปลี่ยนสถานะจาก NO เป็น  NC หรือ จาก NC เป็น NO และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มกด หน้าสัมผัสจะกลับสู่ตำแหน่งเดิมในโหมดปกติด้วยแรงดันจากสปริงทันที 
  1. ปุ่มกดติด กดดับ : การตรวจเช็คหน้าสัมผัสของ Push button switch  จะเปลี่ยนสถานะจาก NO เป็น  NC หรือ จาก NC เป็น NO และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มกด หน้าสัมผัสจะถูกล็อกไว้ด้วยระบบกลไกของสวิตซ์ และจะกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม หรือโหมดปกติด้วยการคลายล็อกในระบบโดยการกด Push button switch อีกครั้ง 

ลักษณะของปุ่มกดเป็นสวิตช์หรือไม่?

ด้วยลักษณะการทำงานของปุ่มกด ซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานทางไฟฟ้าที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่ม Push button switch ส่วนกลางสวิตช์ หรือเรียกว่า สวิตช์ปุ่มกด ให้ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเพื่อควบคุมการทำงานของมอเตอร์หรือเครื่องจักรต่าง ๆ 

โครงสร้างของสวิตซ์ปุ่มกด 

สวิตซ์ปุ่มกดมีโครงสร้างที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน ได้แก่ 

  1. ปุ่มกดทำด้วยโลหะหรือพลาสติก โดยจะมีหลายสีให้เลือกใช้งาน 
  2. ฐานยึดระหว่างปุ่มกดและตัวล็อคหน้าสัมผัส มีเกลียวที่ฐานสำหรับในการยึดอุปกรณ์กับชิ้นงาน 
  3. หน้าสัมผัส NO และ NC 
  4. หลอดไฟ LED สำหรับแสดงสถานะ 

สวิตซ์ปุ่มกดที่ใช้ในการเริ่มทำงาน (start) เรียกว่า สวิตซ์ปกติเปิด หรือ NO  (Normally Open) 

สวิตช์ปุ่มกดให้หยุดทำงาน (stop) เรียกว่า สวิตช์ปกติปิด หรือ NC (Normally Close) 

ปุ่มกดที่นิยมใช้มีหลายชนิดด้วยกัน เช่น 

  1. สวิตช์ปุ่มกดแบบธรรมดา โดยมี Start คือเริ่มทำงาน และ Stop เพื่อหยุดทำงาน 
  2. สวิตช์ปุ่มกด Start (สีเขียว) ให้มอเตอร์ทำงาน และ ปุ่มกด Stop (สีแดง) หยุดการทำงานของมอเตอร์ อยู่ในกล่องเดียวกัน โดยปุ่มกดแบบนี้เหมาะต่อการใช้งานกับมอเตอร์ขนาดเล็ก 
  3. สวิตช์ปุ่มกดที่มีหลอดสัญญาณ (illuminated push button) คือ สวิตช์ที่เมื่อกดปุ่มแล้วจะทำให้สัญญาณที่ติดอยู่ภายในสว่าง 
  4. สวิตช์ปุ่มกดฉุกเฉิน (Emergency push button switch) หรือ สวิตช์ดอกเห็ด เป็นสวิตช์ปุ่มกดขนาดใหญ่กว่าสวิตช์ปุ่มกดธรรมดาทั่วไป ปุ่มนี้ใช้สำหรับการหยุดทำงานของระบบทันที เหมาะกับการใช้ในงานที่อาจเกิดเหตุฉุกเฉินได้
  5. สวิตช์ปุ่มกดแบบใช้เท้าเหยียบ (Foot push button switch) คือสวิตช์ปุ่มกดที่ทำงานด้วยการใช้เท้าเหยียบ เช่น เครื่องฉีดเทียน เครื่องตัดเหล็ก เป็นต้น 

ปุ่มกดเป็นแบบดิจิตอลหรืออนาล็อก?

ระบบแอนะล็อก (analogue) คือ ค่าที่มีความต่อเนื่อง การแทนปริมาณหรือแสดงจำนวนโดยการวัดในลักษณะต่อเนื่อง ส่วน ดิจิทัล (digital) คือ อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ทำงานด้วยสัญญาณที่มีลักษณะเป็น digit (เลขโดด) โดยเฉพาะที่เป็นเลขญานสองคือ เลจ 0 กับ 1 ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เช่น นาฬิกาแบบ analogue คือมีเข็มสั้น – เข็มยาวในการบอกเวลา ส่วนนาฬิกาแบบ digital คือ บอกเวลาด้วยตัวเลข หรือปุ่มกดติดปล่อยดับ (digital push button) 

สวิตซ์ที่ใช้ในงานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิดด้วยกัน เช่น  

  • สวิตซ์เลื่อน คือ สวิตซ์ที่ใช้สำหรับ เปิด-ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ด้วยการเลื่อนสวิตซ์ ขึ้น-ลง โดยการเลื่อนสวิตซ์ขึ้นบนเพื่อต่อวงจร (ON) และเลื่อนสวิตซ์ลงล่างเพื่อตัดวงจร (OFF) สำหรับควบคุมการตัดต่อสวิตซ์ ซึ่งเรามักจะเห็นปุ่มกดแบบนี้ตามเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น ไฟฉาย นาฬิกาปลุก เป็นต้น 
  • สวิตซ์กระดก คือ สวิตซ์ที่ใช้งานด้วยการกดด้านหนึ่ง และอีกด้านจะกระดกขึ้น เมื่อเรากดปุ่มด้านที่มีคำว่า ON ลง ไฟจะทำงาน ส่วนด้านที่มีคำว่า OFF จะกระดกขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นปุ่มสวิตซ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น ปลั๊กราง หลอดไฟ กาต้มน้ำ  หม้อหุงข้าว เป็นต้น  
  • สวิตซ์แบบก้านยาว คือ สวิตซ์ที่มีก้านสวิตซ์ยื่นยาวออกจากตัวสวิตซ์ สำหรับโยกเพื่อใช้ควบคุมการตัดและต่อสวิตซ์ โดยการโยกก้านสวิตซ์ขึ้นบน เพื่อทำการต่อ ON หรือโยกลงล่างเพื่อตัด OFF 
  • สวิตซ์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือ สวิตซ์แบบเลือกค่า (Selector Switch) ซึ่งเป็นสวิตซ์ที่ต้องหมุนก้านสวิตซ์โดยรอบให้เป็นวงกลม มีหน้าสัมผัสสวิตซ์ให้เลือกต่อระบบหลายตำแหน่ง เช่น 2, 3 , 4 ตำแหน่ง เป็นต้น 
  • สวิตซ์กด คือ อุปกรณ์ที่มีการ เปิด – ปิด ด้วยการกดเพื่อใช้งานด้วยระบบปุ่มเดียว โดยการกดปุ่มสวิตซ์หนึ่งครั้งเพื่อต่อ ON  และกดปุ่มอีกครั้งเพื่อตัด OFF หรือสวิตซ์กดอีกแบบที่เป็นชนิดกดเพื่อต่อระบบ ON และปล่อยมือออกจากปุ่มเพื่อทำการตัดทันที (OFF) เช่น ปุ่มปิด-เปิดโทรทัศน์ รีโมทเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น 

หากท่านใดสนใจข้อมูลอื่น ๆ สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ SQD Group Co., Ltd. ศูนย์รวมอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบครบวงจร หรือจะเลือกซื้อสวิตช์ปุ่มกด ก็มีจำหน่าย Push button switch และไฟสัญญาณมาตรฐานระดับโลก และถ้าท่านใดที่เลือกไม่ถูกจะใช้แบบไหนดี ที่นี่เขามีทีมงาน Technical Engineer และวิศวกรเชี่ยวชาญโดยเฉพาะคอยให้บริการคำปรึกษาเช่นกันค่ะ 

สถานที่สวดมนต์ข้ามปี 2566 ในกรุงเทพฯ มีที่ไหนบ้าง

สถานที่สวดมนต์ข้ามปี 2566 | สถานที่ไหนบ้าง ที่จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีในกรุงเทพฯ เราได้รวบรวมมาให้แล้ว ใครสะดวกที่ไหน ไปสวดมนต์ร่วมกัน…

ตั้งเวลานับถอยหลัง เตรียมเคานต์คาวน์ หลายแห่งมีการจัดกิจกรรม เพื่อต้อนรับปีใหม่ หลังจากห่างหายเทศกาลแห่งความสุขแบบนี้ไปช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ปีใหม่ที่จะถึงนี้มีแต่คนตั้งหน้าตั้งตารอ และอีกกิจกรรมหนึ่งที่ฮอตฮิตในวันปีใหม่ คือ การสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งมีชาวพุทธจำนวนมากให้ความสนใจ และร่วมกิจกรรมดี ๆ แบบนี้เพื่อรับปีพุทธศักราชใหม่มามากันอย่างต่อเนื่อง ปีนี้จะมีสถานที่ไหนบ้าง ที่จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีในกรุงเทพฯ เราได้รวบรวมมาให้แล้ว ใครสะดวกที่ไหน พาครอบครัว ชวนคนที่รัก หรือกลุ่มเพื่อนและชาวคณะ ไปสวดมนต์ร่วมกัน สร้างกุศล เพื่อรับสิริมงคลเข้ามาในชีวิตกันค่ะ 

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม 

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม มีกำหนดการร่วมสวดมนต์ข้ามปี ดังนี้ 

  • 18.00 น. พุทธศาสนิกชนร่วมสวดมนต์ข้ามปี
  • 18.30 น. คณะสงฆ์วัดเบญจมบพิตรฯ และ พุทธศาสนิกชนร่วมสวดมนต์-ทำวัตรเย็นแปล 
  • 20.00 น. เสวนาธรรม เรื่อง “ธรรมะยามค่ำ นำชีวิสู่วิถีต้อนรับปีใหม่” 
  • 21.00 น. พิธีบูชานพเคราะห์ เสริมดวงชะตา พิธีสืบชะตาเสริมบารมี ทำความดีรับปีใหม่ 
  • 23.19 น. คณะสงฆ์วัดเบญจมบพิตรฯ เจริญพระพุทธมนต์ 
  • 23.59 น. คณะสงฆ์วัดเบญจมบพิตรฯ เจริญชัยมงคลคาถา
  • ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ 
  • ตีกลอง ลั่นฆ้องชัย รับศักราชใหม่ 2566 
  • เจ้าอาวาสเบญจมบพิตรดุสิตวนารามกล่าวโอวาทธรรมศักราชใหม่ 
  • จับสลากมอบรางวัลให้กับผู้เข้าร่วมพิธี 
  • เสร็จพิธี 

ติดต่อสอบถาม : 091 415 5111 

วัดเทพลีลา พระอารามหลวง

วัดเทพลีลา
photo: facebook wattthepleela

วัดเทพลีลา หัวหมาก มีกำหนดการร่วมสวดมนต์ข้ามปี ดังนี้ 

1. วันที่ 31 ธันวาคม 2565 

  • 09.00 น. พิธีสวดนพเคราะห์ 
  • 23.00 น. ร่วมเจริญพุทธมนต์ต้อนรับปีใหม่ (สวดมนต์ข้ามปี) 

2. วันที่ 1 มกราคม 2566 

  • 08.00 น. ร่วมตักบารตข้าวสาร – อาหารแห้ง 
  • 09.00 น. พิธีสวดนพเคราะห์ 

ติดต่อสอบถาม : 02 318 0639 

วัดเพลง (กลางสวน) 

WatPhlengKlangSuan
photo: facebook WatPhlengKlangSuan

วัดเพลง (กลางสวน) ตลิ่งชัน มีกำหนดการร่วมสวดมนต์ข้ามปี ต้อนรับปีใหม่ 2566 ซึ่งมีกิจกรรมทั้งหมด ในระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2565 – 3 มกราคม 2566 โดยมีกำหนดการดังนี้ 

  • วันที่ 30 ธ.ค.65 –  3 ม.ค.66   ปฏิบัติธรรม 
  • วันที่ 31 ธ.ค.65 สวดมนต์ข้ามปี 
  • วันที่ 1 มกราคม 2566 ตักบาตรข้าวสาร – อาหารแห้ง 

ติดต่อสอบถาม : 085 565 1926 (สำนักงานวัดเพลงกลางสวน) 

สวนโมกข์กรุงเทพ 

หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ) เชิญพุทธศาสนิกชนร่วมสวดมนต์ข้ามปี ต้อนรับศักราชใหม่ โดยมีกำหนดการกิจกรรม ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2565 – 1 มกราคม 2566 โดยมีกำหนดการดังนี้ 

1. ช่วงที่ 1 ตักบาตรสาธิต สมาทานศีล ฟังธรรม และเจริญสมาธิภาวนา ณ ชั้น 1 โถงกิจกรรม 

  • 08.00 น. รับฟังเสียงปกฐกถาธรรมทางสถานีโทรทัศน์ โดย พุทธทาสภิกขุ 
  • 08.30 น. ทำวัตรเช้าแปล 
  • 09.00 น. บูชาพระรัตนตรัย และมีการรับบาตรโดยพระภิกษุจากเครือข่ายสวนโมกข์ฯ 
  • 09.45 น. ตักบาตร อาหารแห้ง ภิกษุ 9 รูป 
  • 10.30 น. ร่วมถวายสังฆทาน 
  • 11.00 น. รับประทานอาหาร (สามารถเตรียมอาหารมาได้) 

2. ช่วงที่ 2 เจริญสมาธิ และ กิจกรรมต่าง ๆ 

  • 13.00 – 16.00 น. เจริญสมาธิ ฟังธรรม และ กิจกรรมต่าง ๆ เช่น มีการ workshop สอนการทำไชเดอร์ผลไม้ , สอนเด็ก ๆ ทำการ์ด ส.ค.ส ปีใหม่ เป็นต้น 
  • 16.00 – 17.00 น. รับประทานอาหาร ณ โรงทาน (สามารถนำอาหารมาแบ่งปัน หรือ ร่วมเป็นเจ้าภาพโรงทานได้) 

3. ช่วงที่ 3  ทำวัตรเย็น ฟังธรรม เสวนาธรรม ฟังดนตรี ณ ชั้น 1 สานหินโค้ง 

  • 18.00 – 19.00 น. ทำวัตรเย็น(แปล) และเจริญสมาธิภาวนา 
  • 19.00 – 20.30 น. ร่วมเสวนากับเหล่ากูรู นักคิด นักเขียน เช่น นิ้วกลม , เตา บรรยง , อ้อม สุนิสา 
  • 20.30 – 21.00 พักอิริยาบถ 
  • 21.00 – 23.30 น. เห็นธรรมเมื่อฮัมเพลง นำโดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ และทีมศิลปิน 

4. ช่วงที่ 4 สวดมนต์ข้ามปี ณ ชั้น 1 ลานหินโค้ง 

  • 23.00 – 00.00 น. สวดมนต์ส่งท้ายปี 2565 
  • 00.00 น. ลั่นระฆังรับปีใหม่ 2566 
  • 00.01 – 00.25 น. สวดมนต์บทพิเศษ และตั้งจิตอธิษฐาน 
  • 00.25 – 00.30 น. คณะสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา 

5. ช่วงที่ 5 ตักบาตรรับปีใหม่ ธรรมปีใหม่ ตักบารตเดือนเกิด รับพรปีใหม่ ณ ชั้น 1 โถงกิจกรรม 

  • 08.00 น. ธรรมพรรับปีใหม่ โดย พุทธทาสภิกขุ 
  • 08.30 น. ทำวัตรเช้า(แปล) และเจริญสมาธิ 
  • 09.00 – 10.30 น. กล่าวบูชารัตนตรัย ใส่บาตรอาหารแห้ง และร่วมถวายสังฆทาน 
  • 11.00 น. เพลินธรรมนำชม โดย หมอบัญชา พงษ์พานิช 

ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมที่สวนโมกข์ฯ register.bia.or.th หรือติดต่อสอบถาม : 094 894 4554 

ทริคการขาย : โทรหาลูกค้าอย่างไรให้ปิดการขายได้

ทริคการขาย ในบทความนี้ได้รวบรวมทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับกลยุทธ์การโทรหาลูกค้า เพื่อขายทางโทรศัพท์ มาให้ได้ลองนำไปปรับใช้กันค่ะ

การจะขายให้ได้ผล ต้องมีทักษะการพูดให้ลูกค้าประทับใจ และทักษะการขายที่ดีควบคู่กันไป เพราะก่อนจะโทรไปขายสินค้าหรือบริการ เราต้องมีความเป็นอัตลักษณ์ในการเสนอเพื่อดึงดูดให้อีกฝ่ายเกิดความสนใจ มีนักขายและเทเลเซลล์มือใหม่อีกหลายคนที่ไม่กล้าโทรหาลูกค้า เพราะไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาโทรหาลูกค้าอย่างไรดี หรือไม่รู้ว่าจะโทรหาลูกค้ากี่โมงถึงจะสามารถคุยได้สะดวก ไม่เป็นการรบกวนเวลางานลูกค้าจนโดนปฏชฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เริ่มประโยคเปิดการขาย ในบทความนี้ได้รวบรวมทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับกลยุทธ์การขายทางโทรศัพท์ มาให้ได้ลองนำไปปรับใช้กันค่ะ 

1. หาข้อมูลลูกค้าก่อนโทรเสนอขาย 

หาข้อมูลลูกค้าก่อนโทรเสนอขาย 

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ยังคงนำมาใช้ได้ในทุกการงาน เทคนิคการขายโทรศัพท์ก็เช่นกัน การหาข้อมูลของอีกฝ่ายเพื่อให้รู้ว่าฝ่ายนั้นมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่แล้วใกล้เคียงกับที่เราจะนำเสนอขายหรือไม่ หรือฝ่ายนั้นกำลังมีปัญหาเรื่องไหนที่สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของเราจะเข้าไปช่วยตอบโจทย์ได้ และถ้ายิ่งค้นคว้าข้อมูลให้ละเอียดไปจนถึงระดับผู้บริหาร หรือผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจได้ จะยิ่งเพิ่มความสะดวกในการขายมากขึ้น เพื่อจะได้หาโอกาสติดต่อบุคคลเหล่านั้นโดยตรง และช่วยย่นระยะเวลาในการตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลารอให้ประสานงานกันเป็นทอด ๆ กว่าจะได้คำตอบ หรืออาจสะดุดอยู่กลางทาง จนทำให้ภารกิจการขายของเราจบอย่างกระทันหัน 

2. อย่ารีบด่วนเปิดการขายตั้งแต่ประโยคแรก 

อย่ารีบด่วนเปิดการขายตั้งแต่ประโยคแรก

สิ่งแรกที่นักขายทางโทรศัพท์มักทำพลาด คือ เมื่อโทรไปแล้วรีบเสนอทำการขายทันที เพราะนอกจากอาจจะไม่ได้คุยต่อเพราะฝ่ายนั้นอาจกำลังยุ่ง ยังเป็นเรื่องเสียมารยาทอีกด้วย ซึ่งหลายคนเลยทีเดียวที่ไม่ได้ใส่ใจถึงมารยาทการโทรศัพท์หาผู้อื่นในข้อนี้ เพราะเราไม่รู้ว่าระหว่างที่เราโทรเข้าไปเสนอขายนั้น อีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ สะดวกที่จะรับฟังการขายของเราหรือไม่ ดังนั้นเมื่อโทรไปและอีกฝ่ายรับสาย ควรสอบถามถึงความสะดวกในการพูดคุยในตอนนั้นไหม พร้อมจะรับฟังเราหรือเปล่า หากยังไม่สะดวก ให้เราขอทำการนัดวันเวลาในการติดต่อมาใหม่ โดยอย่าให้กระชั้นชิดหรือนานเกินไป อาจเว้นช่วงไปอีกหน่อย ประมาณ 5-7 วัน แล้วค่อยทำการติดต่อไปใหม่ ซึ่งลูกค้าจะเห็นว่าเรามีมารยาท และใส่ใจ ไม่ยัดเยียดการขายจนทำให้เขารู้สึกอึดอัด จนอาจทำให้อีกฝ่ายกลายมาเป็นลูกค้าในที่สุด  

3. การขายที่ดี คือ “การฟัง” ไม่ใช่แค่การพูด 

การขายที่ดี คือ “การฟัง” ไม่ใช่แค่การพูด

การหาลูกค้าใหม่ของเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์ที่เป็น Extrovert มักจะเข้าใจว่าการเป็นเซลล์ขั้นเทพคือต้องมีทักษะการพูดชนิดน้ำไหลไฟดับ พูดโน้มน้าว และชักมหาสมุทรทั่วโลกได้เก่งสุดยอด ซึ่งนั่นอาจเป็นวิธีการขายแบบเก่า ๆ และสร้างความอึดอัดใจให้กับลูกค้ามานักต่อนัก หากสังเกตยอดนักขายเก่ง ๆ สมัยนี้ หลายคนเลยที่เป็นเซลล์ Introvert ปิดยอดขายได้ด้วยการฟัง โดยปล่อยให้ลูกค้าเป็นฝ่ายพูดมากว่า ทำให้ได้ข้อมูลนัย ๆ จากการบอกเล่าของลูกค้าเอง และยังอาจทำให้เราได้รับความชื่นชอบจากลูกค้า 

เพราะใคร ๆ ก็ชอบที่จะมีคนอื่นฟังในสิ่งที่ตนพูด การที่เรา “ฟังลูกค้า” คือ อีกปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าประทับใจ เพราะเชื่อว่าเรากำลังให้ความสนใจ ใส่ใจที่จะรับฟังถึงความต้องการ และพร้อมจะช่วยแก้ปัญหาที่ลูกค้ากำลังประสบอยู่ ซึ่งการตั้งใจฟังลูกค้า จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าอย่างชัดเจน และสามารถตอบสนองหรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างตรงจุด อาจทำให้เรากลายเป็นที่ปรึกษาของลูกค้าโดยปริยาย ทำให้ลูกค้าไว้วางใจ และเมื่อเรายื่นข้อเสนอใด ๆ ก็มีโอกาสได้รับการตอบรับได้มากขึ้น และหันมาพึ่งสินค้าหรือบริการจากเรา

4. การใช้น้ำเสียง 

การใช้น้ำเสียง

จากหนังสือ “อย่าเป็นคนเก่งที่คุยไม่เป็น”  ของ ยาซุดะ ทาดาชิ ได้กล่าวไว้ว่า ระดับน้ำเสียงที่เหมาะสม จะช่วยดึงดูดความน่าสนใจ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมีโน๊ตเสียงทุ้มต่ำอยู่ที่ตัว “โด” และ “มี” ทำให้ได้ยินแล้วรู้สึกกดดัน หม่นหมอง แต่คีย์โน๊ตน้ำเสียงที่จะทำให้รู้สึกถึงความเป็นมิตร และช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลายในการสนทนา คือ โน๊ตน้ำเสียงตัว “ฟา” และ “ซอล” โดยไม่จำเป็นต้องพูดด้วยน้ำเสียงในระดับนั้นตลอดเวลา แค่ประคองระดับน้ำเสียงให้ได้ประมาณนี้ได้อย่างเหมาะสมก็เพียงพอแล้ว 

อีกสิ่งสำคัญคือ ความเป็นธรรมชาติตลอดระยะเวลาที่สนทนา ไม่ควรอ่านหรือท่องสคริปต์ แต่กรณีเซลล์มือใหม่อาจอ่านหัวข้อคร่าว ๆ และทำความเข้าใจ ท่องจำ ลองพูดให้คล่องปากก่อนจะโทรหาลูกค้า ซึ่งอาจมีติดขัดบ้างในช่วงแรก ฉะนั้นจึงควรทำการฝึกฝนสม่ำเสมอ จนเมื่อเริ่มพูดคุยได้อย่างเป็นธรรมชาติ ก็ไม่ควรพึ่งสคริปต์ท่องจำอีกต่อไป และควรศึกษาข้อมูลสินค้า / บริการของตนเองให้ละเอียดและเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก่อนจะโทรเสนอขายทุกครั้ง รวมถึงเตรียมคำตอบที่มักจะเจอลูกค้าถามบ่อย ๆ เพื่อให้ตอบได้อย่างรวดเร็วฉะฉาน ชัดเจน เข้าใจง่าย ช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจในความเป็นมืออาชีพของเรามากขึ้น 

5. สรุปข้อมูล 17 วินาที

สรุปข้อมูล 17 วินาที

ไม่ใช่ 17 นาที เพลงวัยรุ่นยอดฮิต แต่ผลจากการวิจัยทางจิตวิทยาพบว่า สมองของมนุษย์สามารถรับรู้ข้อมูลครั้งละไม่เกิน 40 – 50 นาที และหัวข้อที่คนเราจะสามารถจดจำได้เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 3 – 5 เรื่อง แต่ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลด้วย เพราะบางคนอาจจดจำได้มากกว่า 7 เรื่อง แต่การจดจำได้จากการฟัง คือ การจำเพียง 1 เรื่อง หรือ ไม่เกิน 2 เรื่อง โดยการกล่าวใจความหลัก ๆ ของบทสนทนา ตั้งแต่หัวเรื่อง ภายในเวลา 10 วินาที และไม่ควรเกิน 17 วินาที เพราะถ้าหากเกินกว่านี้ ลูกค้าจะรู้สึกว่าข้อมูลเยอะเกินไปจนจำไม่ได้ หรืออาจไม่อยากสนใจที่จะจำอีก ดังนั้นเซลล์จึงควรฝึกพูดเข้าประเด็น และสรุปหัวข้อที่จะพูดบ่อย ๆ ให้อยู่ภายใน 17 วินาทีให้คล่อง และให้ดีควรจดโน๊ตสิ่งที่จะพูดออกเป็น Bullet Point เอาไว้ด้วย

อย่าลืมว่า ทักษะการนำเสนอขายที่ดี ไม่จำเป็นต้องพูดเก่งเสมอไป การฟัง ก็เป็นทักษะการขายที่ยอดเยี่ยมได้เช่นกัน หวังว่าทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ จะเป็นประโยชน์ในการนำไปปรับใช้เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า ทำให้ปิดดีลได้เร็วขึ้นนะคะ

ชี้พิกัดสถานที่ มู ให้ได้แฟนมาควงแขนคลายหนาว(ใจ) 

สำหรับคนโสดมานานและไม่นาน โสดแบบจุก ๆ ยิ่งลมหนาวเริ่มโชยมาแล้ว ยิ่งตอกย้ำให้หนาวววว (ใจ) เข้าอี๊ก แล้ว แฟนดี ๆ ก็ไม่ใช่สิ่งของที่จะหาซื้อกันได้ง่าย ๆ ตามตลาดนัด เล่นแอปฯ หาคู่ ปัดซ้าย ปัดขวา ก็ยังไม่โดนใจเสียที หรือเนื้อคู่เราจะยังไม่เกิด!!  

อย่าเพิ่งรีบกิน(ลูก)ท้อกันไปเลย เรามีพิกัดสถานที่ขอพรให้ได้คู่ มูเตลูให้ได้แฟน ที่เขาว่าดี ว่าเด็ด ขอแล้วเห็นผล ได้คนรักมาควงแขนแล้วนักต่อนัก ลองมาตั้งหลายวิธีแล้ว ก็มูกันไปเลยสิคะ ไม่เสียหาย เผลอ ๆ ได้แฟนทันหนาว ใครจะรู้ 

พระตรีมูรติ 

พระตรีมูรติ คือ มหาเทพที่ยิ่งใหญ่ที่รวมองค์เทพทั้ง 3 ได้แก่ พระพรหม พระวิษณุ และ พระศิวะ ทำให้องค์เทพ 3 เศียร คือ หน้าของเทพแต่ละองค์ เป็นมหาเทพที่มีพลังอำนาจสูง มีผู้คนให้ความศรัทธา ให้ความเคารพ และมักจะขอพรจากพระตรีมูรติ เพราะเชื่อว่าท่านจะประทานพรให้สมปรารถนาได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความรัก” เพราะทั้ง 3 เทพ มีพระชายาคู่ใจคอยอยู่เคียงข้างเสมอ จึงมีความเชื่อว่าหากขอพรเรื่องคู่ก็จะสมหวัง 

วันเวลาที่ควรบูชา : วันพฤหัสบดี เวลา 21.30 น. (เชื่อกันว่าเป็นเวลาที่มหาเทพเสด็จลงมารับคำอธิษฐาน) 

พิกัด : ลานหน้า Central World  และ แยกห้วยขวาง บริเวณศาลพระพิฆเนศ 

วิธีบูชาและของไหว้ : ธูปแดง 9 ดอก เทียนแดง ดอกกุหลาบแดง และผลไม้สีแดง  

ทริคการขอพรให้สมหวัง : คนโสด – เทียนแดง 1 เล่ม  , คนมีคู่ – เทียนแดง 2 เล่ม ประกบคู่กัน เพื่อให้ความรักแน่นแฟ้น มั่นคง ไม่พรากจากกัน 

บทสวดพระตรีมูรติ : สาธุ สาธุ สาธุ อุกาสะ ข้าแต่องค์พระตรีมูรติที่ยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้ากราบเบื้องบาทแด่องค์ท่านแล้ว พระองค์เคยประทานพรแด่ทวยเทพทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติชอบทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้าได้มากราบเบื้องบาทแด่พระองค์่านล้ว เพื่อขอพรจากพระองค์ซึ่งประทานไว้ ณ บัดนี้ (..อธิษฐานขอพร..)  เตสัง อัมหากัง พรใดอันประเสริฐจงมาบังเกิดแด่ข้าพเจ้า ตุมหากัง และจงบังเกิดแด่ผู้คุ้มครองข้าพเจ้า ฑีฆายุกา มหาเดชา มหาปัญญา มหาโภคา มหายะสา มหาลาภา ปัญจวีสติ ภยันตะ ทวัตติงสะ ฉันนะวุฒิติโรคัญจะ โสระสะ อุบัติ อันตรายยัญจะ อัยยัญติกะ อันตรายยัญจะ พาหิระ อันตรายยัญจะ วิระหิตะวา โหตุ ยาวะชีวัง พระวิสตีติ พระตรีมูรติ 

พระแม่ลักษณมี 

พระแม่ลักษมี คือ ชายาของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ เป็นเทวีที่ได้รับขนานนามว่าสิริโฉมงามที่สุด ขึ้นชื่อเรื่องความมั่นคงในรัก ความซื่อสัตย์ต่อพระสวามี เชื่อกันว่าหากบูชาพระแม่ลักษมี จะประสบความสำเร็จในความรัก อุดมไปด้วยโชคลาภ สมปรารถนาในความรัก การเงิน และการงาน  

วันเวลาที่ควรบูชา : วันศุกร์ 

พิกัด : 1.ชั้น 4 ตึกเกษรวิลเลจ (แยกราชประสงค์)  เปิดทำการ : ทุกวัน 10.00-18.00 น. 

          2.วัดพระศรีมหาอุมาเทวีหรือวัดแขก(สีลม) เปิดทำการ : จ-พฤ.และ ส.-อา.06.-20.00 / ศ.(21.00น.)

          3.วัดวิษณุ เขตยานนาวา  เปิดทำการ : 06.00-12.00 / 15.00-20.30 น. 

ทริคขอพรให้สมหวัง : ใส่เสื้อผ้าสีชมพู หรือเสื้อผ้าสีสดใส เพราะมีความเชื่อว่าพระแม่ลักษมีชอบสีชมพู

วิธีบูชาและของไหว้ : บูชาด้วยดอกบัวชมพู น้ำอ้อย น้ำเปล่า นม ผลไม้ 5 อย่าง กำยาน และ เครื่องหอม

ของห้ามถวาย : ห้ามถวายอาหารและเครื่องดื่มที่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ 

การบูชา : จุดธูป 9 ดอก ตั้งนะโม 3 จบ แล้วตามด้วยคาถาบทสวดูชาพระแม่ลักษมี บอกชื่อ-นามสกุลตน 

บทสวดพระแม่ลักษมี : โอม พระลักษมี อิตถีเทวะ เมตตัญจะ มหาลาโภ ทุติยัมปิ พระลักษมี อิตถีเทวะ มัตตัญจะ มหาลาโภ ตะติยัมปิ พระลักษมี อิตถีเทวะ เมตตัญจะ มหาลาโภ. 

หรือ  :  “โอม ศรี มหาลักษี เจ นะมะฮา” 

เคล็ดลับ : หากขอพรเรื่องเนื้อคู่ ให้อธิษฐานในใจว่า “ขอให้เจอเนื้อคู่มีบุญสัมพันธ์ คนที่มีศีลเสมอกัน หากยังไม่ถึงเวลาเจอเนื้อคู่ก็ขอให้พระแม่อวยชัยให้มีโชคลาภ ประสบความสำเร็จในการงานและการเงิน”  และเมื่อทำการสวดบูชาและขอพรเรียบร้อยแล้ว ให้เดินออกอีกทางที่ผ่านหน้าพระแม่ลักษมี เพื่อให้ท่านได้เห็นเรา และตอบรับคำอธิษฐานขอพรจากเราทุกประการ ไม่ควรเดินกลับทางเดิมที่เข้ามาเด็ดขาด 

พระแม่อุมาเทวี 

พระแม่อุมาเทวี หรือ พระศรีมหาอุมาเทวี คือ ชายาของพระศิวะ และ เป็นมารดาของพระพิฆเนศ (เทพแห่งความสำเร็จ) ถือเป็นมารดาของทุกสรรพสิ่ง และเป็นเทพเจ้าแห่งความเมตตา มีความเชื่อกันว่า พระอุมาเทวียิ่งใหญ่เหนือ พระพรหม พระวิษณุ และ พระศิวะ ผู้คนมักจะบูชาและขอพรเรื่องการงาน ความรัก ครอบครัว และ ขอบุตร 

พิกัด : วัดแขก (สีลม) หรือ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี 

เปิดทำการ : จันทร์ – พฤหัสบดี และ เสาร์ – อาทิตย์  เวลา 06.00 – 20.00 น. และ ศุกร์ 06.00 – 21.00 น. 

ของบูชาและของไหว้ : น้ำเปล่า น้ำแดง น้ำอ้อย นม ขนม (รสหอมมัน) กำยาน และ เครื่องหอมต่าง ๆ 

ของห้ามถวาย : ห้ามอาหารและเครื่องดื่มที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนผสม 

วิธีบูชา : ธูป 9 ดอก (ใช้ 39 ดอก สำหรับการบน และ 16 ดอก สำหรับการบวงสรวง) เริ่มจากสวดบูชาพระพิฆเนศ ( 3 ครั้ง ) 

บทสวดพระพิฆเนศ : โอม ศรี คเณศายะ นะมะฮา (3 ครั้ง) 

แล้วตามด้วยบทสวดพระแม่อุมาเทวี 

บทสวดพระแม่อุมาเทวี : โอม เจ มาตา ดี โอม ชยะ มาตา ดี โอม ไชย มาตา ดี โอม ชยะ ศรี ปารวตี มาตา โอม ไจ มาตา ปารวตี โอม มหาอุมาเทวี นมัส โอม มหาศักติ ปารวตี มาตา โอม ศรี มหาอุมาเทวี นะมะฮา โอม ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา เจ นะมะฮา โอม ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา ปิยัง มะมะ ทุติ ยัมปิ ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา ปิยัง มะมะ ตะติยัมปิ ตัสสะ ปารวตี กาลี ทุรคา ปิยัง มะมะ.

อย่างไรก็ตาม การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ การมูเตลูเสริมดวง เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจเท่านั้น ไม่ควรงมงาย แต่ควรพฤติตนให้อยู่ในศีล มีจริยธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มีเมตตาจิตอยู่เนืองนิตย์ เพื่อมีความดีคอยนำทางคนดี ๆ มีศีล มีธรรมเหมือนกันเข้ามาในชีวิต หรือนำทางให้ได้ไปพบเจอคนดีในเวลาที่เหมาะสม

ทองคำแท่งกับทองรูปพรรณต่างกันอย่างไร

บทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจระหว่าง ทองคำแท่งกับทองคำรูปพรรณแตกต่างกันอย่างไร ซื้อทองแท่งยังไง ซื้อทองรูปพรรณยังไง

โลหะชนิดหนึ่งที่มีแสงเรืองรองเจิดจรัสสวยงาม เป็นวัตถุล้ำค่าเป็นที่ต้องการของผู้คนมากมายมาทุกยุคทุกสมัย เพราะควรค่าแก่การเก็บสะสม เก็งกำไรซื้อขาย หรือเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น โลหะที่ขึ้นชื่อถึงทรงคุณค่า ความสวยงาม และความทนทาน แข็งแรง ไม่ว่าจะในรูปของทองแท่ง หรือ ทองรูปพรรณ แต่ความเป็นทองคำก็คือทองคำ มีคุณค่าในตัวของมันเองทั้งคู่ เพียงแต่บทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจระหว่าง ทองคำแท่งกับทองคำรูปพรรณแตกต่างกันอย่างไร ซื้อทองแท่งยังไง ซื้อทองรูปพรรณยังไง หรือจะเลือกซื้อทองแท่งหรือทองรูปพรรณดี

ทองคำแท่ง 

ทองแท่ง

ทองแท่ง คือ ทองที่ผลิตออกมาในรุปแบบ บล็อก โดยความนิยมในการซื้อขายทองแท่งที่ค่าความบริสุทธิ์ 96.5% และ ค่าความบริสุทธิ์ทองแท่ง 99.99% โดยการซื้อขายทองคำแท่งสามารถซื้อได้ตั้งแต่น้ำหนักทองคำแท่ง 1 บาท และสูงสุดได้ถึง 1 กิโลกรัม เหมาะกับการซื้อเพื่อเก็บ ลงทุน ไม่มีค่ากำเหน็จแต่จะมีค่าบล็อกแทน ทองแท่งจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 

  1. ทองคำแท่งที่มีค่าบล็อก คือ ทองคำแท่งที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 5 บาท จะมีการปั๊มลวดลายสวยงาม มีขนาดเล็ก และการเก็บสะสมทองคำแท่ง เหมาะกับการเก็บสะสมทีละเล็กละน้อย หรือให้ของขวัญในวันพิเศษ
  2. ทองคำแท่งไม่มีค่าบล็อก คือ ทองคำแท่งมีน้ำหนักตั้งแต่ 5 บาทขึ้นไป จนไปถึงน้ำหนักทองคำหน่วยกิโลกรัม ไม่มีการปั๊มลวดลาย แต่จะมีเพียงการปั๊มตราร้านทองเพื่อยืนยันแหล่งการซื้อเท่านั้น ทองคำชนิดนี้นิยมและเหมาะกับการซื้อทองคำเพื่อการลงทุน และการเก็บทองที่มีน้ำหนักมากแบบนี้ ต้องมีที่เก็บอย่างปลอดภัย 

ทองรูปพรรณ 

ทองรูปพรรณ

ทองรูปพรรณ คือ ทองที่ผ่านกระบวนการแต่งรูปทรงและมีลวดลายเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับต่าง ๆ ที่เราเห็นกันทั่วไป สร้อย แหวน กำไล ต่างหู โดยมีค่าทองคำบริสุทธิ์ 96.5% และ ทองคำบริสุทธิ์ 99.99% เช่นเดียวกับทองคำแท่ง โดยสามารถซื้อทองคำรูปพรรณน้ำหนัก 0.5 สลึง ไปจนถึงราคาทองรูปพรรณจำนวนหลายบาท  

ซื้อทองแท่งหรือทองรูปพรรณดีกว่า 

เห็นได้ว่าทองแท่งกับทองรูปพรรณแตกต่างกันในด้านลักษณะและรูปทรง แต่ในด้านคุณสมบัติและมูลค่าเนื้อทองต่อน้ำหนักไม่แตกต่างกัน ส่วนในด้านของการเก็บออมทอง ได้รับความนิยมทั้ง 2 แบบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และความชอบของผู้สะสมทอง แต่สำหรับคนที่เก็บเงินไม่อยู่ เก็บทองแทน ก็จะนิยมเก็บทองแท่งมากกว่าทองรูปพรรณ ส่วนคนที่ต้องการเก็บทองไว้เป็นเครื่องประดับสวมใส่ออกงาน หรือเก็บเพื่อความสวยงาม หรือเพื่อความสุขทางใจก็จะนิยมเก็บทองรูปพรรณมากกว่า 

ก่อนจะซื้อทองต้องสังเกตอะไรบ้าง

ก่อนจะซื้อทองต้องสังเกตอะไรบ้าง
  1. ร้านทองจะต้องมีป้ายแจ้ง ทองแท่งกับทองรูปพรรณราคาของแต่ละวันชัดเจน แสดงราคาทองคำแท่งขายคืน แสดงราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณเท่าไร รวมถึงค่ากำเหน็จอย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะไม่ได้ติดที่หน้าร้าน แต่อาจจะติดที่ถาดใส่ทองแต่ละชนิด 
  2. มีป้ายบอกประเภทสินค้าชัดเจนว่าเป็นชนิดใด เช่น เป็นสร้อย แหวน กำไล เป็นต้น 
  3. ระบุค่าความบริสุทธิ์ทองอย่างชัดเจน ว่ามีเปอร์เซนต์เท่าไร เช่น 96.5% หรือ 99.99% 
  4. เนื้อทองคำทุกชิ้นจะต้องมีโลโก้ของโรงงานผู้ผลิต 
  5. ระบุน้ำหนักของทองแต่ละชิ้นอย่างชัดเจน 

ข้อสำคัญ คือ เมื่อตัดสินใจซื้อทอง ต้องให้ทางร้านชั่งน้ำหนักให้เห็นชัดเจน โดยทองคำ 1 บาท น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 15.16 กรัม ซึ่งจะต้องมีทศนิยม 2 ตำแหน่ง และไม่ว่าน้ำหนักเท่าไร ระหว่างในช่วง 15.17 , 15.18 ,15.19 หรือ 15.20 กรัม ถือว่าเป็นทอง 1 บาท ทั้งหมด และตาชั่งที่ใช้จะต้องมีความเสถียรที่ 0.00 หน่วย 

หากพบเจอร้านทองที่ไม่แสดงฉลากตาม 5 ข้อ ดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อกำหนดของร้านทองที่จะต้องยึดถือปฏิบัติ สามารถโทรแจ้งที่สายด่วน สคบ. โทร 1166 และหากพบว่ามีความผิดจริง ร้านทองร้านนั้นจะมีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท  

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ทองแท่งกับทองทองรูปพรรณ ราคาก็ไม่เคยตกจนดิ่งแบบกู่ไม่กลับ ผ่านไประยะหนึ่งก็พุ่งทะยานไต่เพดานขึ้นสูง ทำให้นักเก็งกำไร และนักเล่นทอง ไม่เคยสลัดการสะสมทองคำทิ้งไป และถ้าใครสนใจจะเก็บออมทองแทนการออมเงิน เก็บทองเพื่อเก็งกำไร หรือซื้อทองเก็บไว้เพราะความสุขทางใจ จะออมทองแท่งหรือออมทองรูปพรรณก็ล้วนแต่นำความมั่งคั่งที่มั่นคงมาสู่ผู้ออมในอนาคต

แผ่นดินไหว!! ต้องทำอย่างไรให้ปลอดภัย 

แผ่นดินไหวคืออะไร | สาเหตุการเกิดแผ่นดินไหว |ผลกระทบจากแผ่นดินไหว | รอยเลื่อนหมายถึงอะไร | สัญญาณก่อนเกิดแผ่นดินไหว…

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเชียงใหม่ ขนาด 4.1 แมกนีจูด เมื่อเวลา 04.36 น. ของเช้าวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนในพื้นที่เป็นบริเวณกว้างในเชียงใหม่และละแวกใกล้เคียงอย่าง ลำพูน ที่สามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน แม้ว่าก่อนหน้านี้ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวรอบ ๆ อยู่บ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อยที่ไม่น่ากังวล แต่ช่วงหลังเริ่มจะถี่และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อความปลอดภัยและไม่เป็นการประมาท เราจึงควรรู้วิธีการรับมือและแนวทางป้องกันแผ่นดินไหวบ้าง เพื่อจะได้เอาตัวรอดได้เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์แผ่นดินไหวในอนาคต ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นอีกแน่นอน หากมนุษย์ยังคงมีส่วนในการรบกวนธรรมชาติไม่หยุดหย่อน 

แผ่นดินไหวคืออะไร 

แผ่นดินไหวคืออะไร

แผ่นดินไหวคือภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของพื้นดิน อันเนื่องมาจากการปลดปล่อยพลังงงานที่มีการสะสมไว้มาเป็นระยะเวลานาน 

สาเหตุการเกิดแผ่นดินไหว 

สาเหตุการเกิดแผ่นดินไหว
  • การกระทำของมนุษย์ เช่น การทดลองระเบิดปรมาณู  การกักเก็บน้ำในเขื่อน แรงระเบิดจากการทำเหมืองแร่ เป็นต้น 
  • เกิดจากธรรมชาติ ได้แก่ การเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนเปลือกโลก (Fault) การเคลื่อนที่ของหินหลอมเหลวใต้ภูเขาไฟที่ใกล้ระเบิด และ อุกกาบาตตกกระทบผิวโลก เป็นต้น 

รอยเลื่อนหมายถึงอะไร 

รอยเลื่อนหมายถึงอะไร

เนื่องจากหินในชั้นหลอมละลายที่อยู่ใต้เปลือกโลกได้รับความร้อนจากแกนโลก และมีการลอยตัวผลักดันให้เปลือกโลกแต่ละชิ้นเคลื่อนไหวไปตามทิศทางต่าง ๆ โดยมีการสะสมพลังงานไว้ และเมื่อพลังงานมีมากจนเกิดการชนหรือเสียดสีกัน หรือแยกออกจากกัน โดยการสะสมพลังงานของเปลือกโลกจะส่งผ่านไปเปลือกพื้นโลกของทวีป รอยร้าวของหินใต้พื้นโลก เรียกว่า “รอยเลื่อน” และเมื่อรอยเลื่อนทั่วโลกที่มีอยู่ได้รับแรงอัดมาก ๆ ก็จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้ 

สำหรับรอยเลื่อนในประเทศไทยเกือบทั้งหมดจะอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันตก ซึ่งรอยเลื่อนที่สามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวในไทยมีประมาณ 9 แห่งด้วยกัน ได้แก่ 

  • รอยเลื่อนเชียงแสน 
  • รอยเลื่อนแม่เถิน
  • รอยเลื่อนแม่ทา
  • รอยเลื่อนแม่แพร่ 
  • รอยเลื่อนแมย-อุทัยธานี 
  • รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ 
  • รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ 
  • รอยเลื่อนระนอง 
  • รอยเลื่อนคลองมะรุย 

ผลกระทบจากแผ่นดินไหว 

ผลกระทบจากแผ่นดินไหว

ผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว คือ แรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว ส่งผลให้โครงสร้างอาคารต่าง ๆ พังทลายหรือได้รับความเสียหาย ดินถล่ม เกิดรอยแยกพื้นดิน เกิดคลื่นสึนามิ หรือ ไฟไหม้ 

การแจ้งข่าวแผ่นดินไหวในประเทศไทย จะเป็นหน้าที่ของ กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งจะมีการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดแผ่นดินไหวที่ได้มาตรฐานเดียวกับสหรัฐอเมริกา ที่เป็นภาคีสมาชิก คอยแลกเปลี่ยนข้อมูลแผ่นดินไหวซึ่งกันและกัน รวมไปถึงประเทศอื่น ๆ ที่เป็นสมาชิกภาคีเช่นกัน 

สัญญาณก่อนเกิดแผ่นดินไหว

Dog Earthquake predictor

สังเกตจากพฤติกรรมของสัตว์ต่าง ๆ เช่น 

  • หนู งู ออกมาจากรูหรือแหล่งซ่อนตัว หรือพบงูจำนวนมากในที่ ๆ ไม่ควรพบ เนื่องจากหนูและงูเป็นสัตว์ที่มักหลบซ่อนในดิน จึงมักรับรู้ถึงความผิดปกติก่อนแผ่นดินไหวได้ง่าย 
  • สุนัข แมว เป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์ จึงสามารถสังเกตอาการพวกเขาได้ โดย แมว สุนัข จะวิ่งพล่าน ตื่นตกใจ กลัวลนลาน ก้าวร้าวผิดปกติ สุนัขเห่าหอนไม่มีสาเหตุ 
  • แมลงสาบจำนวนมากออกมาวิ่งเพ่นพ่าน 
  • ปลา กระโดดขึ้นจากผิวน้ำ 

สิ่งที่ควรปฏิบัติหรือควรจัดเตรียมไว้ก่อนเกิดแผ่นดินไหว 

ควรตรวจว่าที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณที่เกิดความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวหรือไม่ และควรจัดเตรียมการรับมือไว้ 

  • เสริมบ้านหรือาคารให้มั่นคงแข็งแรงมากขึ้น 
  • เสริมความแข็งแรงให้กับอุปกรณ์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน เช่น ทำที่ยึดตู้และเฟอร์นิเจอร์ไว้ เพื่อป้องกันการล้มจากแรงสั่นสะเทือน ติดยึดชุดโคมไฟบนเพดานให้มั่นคง เป็นต้น 
  • จัดการป้องกันไม่ให้แก๊สรั่วไหล ด้วยการใช้สายท่อแก๊สที่ยืดหยุ่นได้ 
  • จัดเตรียมไฟฉายพร้อมถ่าน และกระเป๋ายาเตรียมไว้ในบ้านและไว้บริเวณใกล้ตัวและหยิบได้ง่ายที่สุด 
  • ควรมีเครื่องมืดดับเพลิงติดบ้านไว้ 
  • ควรทราบตำแหน่งของวาล์วปิดน้ำ ปิดก๊าซ สะพานไฟฟ้า เพื่อตัดกระแสไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว 

สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหว 

สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหว

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง มักจะมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง และส่งผลกระทบอื่น ๆ ตามมา เช่น แผ่นดินแยก อาคารพังทลายซึ่งอาจพังทันทีหรืออาจจะพังลงมาภายหลัง ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจึงควรมีข้อปฏิบัติเบื้องต้น ดังต่อไปนี้ 

  • ออกจากอาคารไปสู่ลานโล่งแจ้งทันที โดยอยู่ให้ห่างจากเขตบริเวณที่ชิ้นส่วนอาคารอาจพังตกลงมากระทบได้ 
  • อย่าแย่งกันออกที่ประตู เพราะจะเกิดอันตรายจากการเหยียบกัน 
  • หากไม่สามารถออกจากอาคารได้ทันที ให้หมอบอยู่ใต้โต๊ะ หรือยืนชิดติดกับเสาที่แข็งแรง 
  • หาวัสดุแข็งแรงคลุมศีรษะไว้จนกว่าแผ่นดินไหวจะหยุด
  • อย่าใช้ลิฟท์ขณะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว 
  • อย่าใช้เทียน ไม้ขีดไฟ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดประกายไฟ เพราะอาจมีแก๊สรั่วบริเวณนั้น 
  • ใช้ระบบเตือนภัยและระบบดับเพลิงเพื่อแจ้งเตือนเหตุเกิดแผ่นดินไหว
  • หากขับขี่ยานหาหนะให้รีบจอดในที่โล่งแจ้งและอยู่ภายในรถยนต์ ห้ามหยุดใกล้สิ่งก่อสร้าง เช่น ใต้สะพาน ใต้ทางด่วน ใต้สายไฟฟ้าแรงสูง 
  • หากอยู่บริเวณชายหาด หรือใกล้ทะเล ควรรีบออกจากบริเวณนั้นและขึ้นที่สูงให้เร็วที่สุด เผื่อเกิดคลื่นสึนามิ ตามมา 

4 พฤติกรรมที่จะทำให้คุณแก่แบบกะโหลกกะลา ลูกหลานไม่อยากเข้าใกล้

วัฒนธรรมของคนไทยแท้อันดีงามที่สืบเนื่องต่อกันมานั้น คือ การให้ความเคารพผู้อาวุโส นอบน้อมต่อผู้ใหญ่เช่น การยกมือไหว้ การเดินย่อเมื่อเดินผ่านผู้ใหญ่ เป็นต้น แต่เมื่อยุคสมัยผ่านไป สิ่งดีงามเหล่านั้นก็เลือนหายไปกับคนรุ่นใหม่ลงเรื่อย ๆ ด้วยหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งระบบการเลี้ยงดูที่ไม่ได้มีการอบรมใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่กับลูกเหมือนในอดีต ระบบสังคมที่เปลี่ยนไป แต่บางครั้งก็มีส่วนมาจากพฤติกรรมของคนวัยชรา

Continue reading “4 พฤติกรรมที่จะทำให้คุณแก่แบบกะโหลกกะลา ลูกหลานไม่อยากเข้าใกล้”

สถานการณ์พายุใต้ฝุ่น “โนรู” คาดลูกแรกถึงไทย 29 ก.ย. นี้

พายุไต้ฝุ่นโนรู ปัจจุบันกำลังถล่มทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์อยู่ ณ ขณะนี้ คาดว่ากำลังจะเคลื่อนตัวสู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของไทยภายในวันที่ 29 กันยายน 2565 นี้ ก่อนที่จะลดความแรงลงเหลือเพียงพายุดีเปรสชั่นใต้ภายในวันนี้ 30 กันยายน

Continue reading “สถานการณ์พายุใต้ฝุ่น “โนรู” คาดลูกแรกถึงไทย 29 ก.ย. นี้”